For work

I still look for you in everyone I meet

เอาเป็นว่าเราจะเปิดเรื่องด้วยประโยคที่เลี่ยนทุกๆ ครั้งในการเริ่มต้นเล่าเรื่องก็แล้วกันนะ ถือว่าเป็นกิมมิคในการเล่าเรื่องของเราไปโดยปริยาย หวังว่าคุณผู้อ่านที่น่ารักจะไม่เบื่อไปก่อน

ประโยคเลี่ยน ๆ นี้เราหมายถึงโรงหนังอิสระ หรือ Independent Cinema ที่อังกฤษน่ะนะ จริง ๆ ก็เกี่ยวข้องกับผู้ชายคนหนึ่งด้วย แต่เราก็จะไม่พูดถึงเขาไปมากกว่าการที่เขาทำให้เราตกหลุมรัก และค้นพบเหล่าโรงหนังอิสระต่าง ๆ เหล่านี้ในช่วงเวลาที่อยู่ประเทศเกาะนั่นหรอก 

การที่เรามาเล่าเรื่อง Independent Cinema นี่ก็เพราะว่าได้ไปโรงหนังหนังอิสระแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มาซึ่งก็คือ Doc Club & Pub. นั่นเอง ซึ่งทำให้เราหวนนึกไปถึง Close-Up โรงหนังอิสระเล็ก ๆ สองชั้นในย่าน Brick Lane ย่านสุดติสท์ สุดฮิปสเตอร์ ที่วันดีคืนดีก็มีคนแต่งตัวเหมือนหลุดออกมาจากยุค 70s 80s เดินสวนเราไป จนบางครั้งเราก็รู้สึกว่าหรือเราย้อนเวลา หรือทะลุมิติมาช่วงวง The Beatles กำลังรุ่งโรจน์อยู่หรือเปล่า แต่เอาเถอะที่นี่มีทั้งคาเฟ่ ขายแอลกอฮอล์ซึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นผับแบบอังกฤษนั่นแหละ (ไว้เราจะเล่าเรื่องความแตกต่างของคำว่า Pub และ Night Club อีกทีก็แล้วกันนะ) นอกจากนี้ Close-Up ยังเป็นห้องสมุดที่มีหนังสือเกี่ยวกับหนังเต็มไปหมด และแหล่งเก็บรวบรวมแผ่น DVD และ CDs ของหนังอีกเป็นร้อยเรื่องเห็นจะได้ เรียกได้ว่าสวรรค์ของคนชอบหนังเลยทีเดียว เราก็ไม่พลาดที่จะเป็นสมัครสมาชิก (£10/month) ซึ่งเราก็ถือโอกาสนี้เรียนฟิล์มผ่านการไปยืมหนังสือเกี่ยวกับหนังมาอ่านอยู่บ่อย ๆ และไปดูหนังที่ทางโรงนำมาฉายบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งในช่วงนั้นก็เป็นช่วงของ Jean Luc-Goddard ผู้กำกับหนังชาวฝรั่งเศสแนว French New Wave หรือ La Nouvelle Vague ซึ่งกลายมาเป็นอีกหนึ่งผู้กำกับคนโปรดของเราด้วย บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างจะทีบ และมืด ด้วยการตกแต่งที่ใช้ไม้เป็นหลัก ตั้งแต่พื้นไม้สีดำ ตู้หนังสือไม้ เคาท์เตอร์บาร์สีดำ และโซฟาสีน้ำตาล Gingerbread แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น และลึกลับ ไม่สะดุดตานัก แถมทุกครั้งที่เราไปก็ยังได้พูดคุยเรื่องหนัง เรื่องหนังสือกับบาริสตาร์/บาร์เทนเดอร์/บรรณารักษ์ และคนขายตั๋วหนัง เรียกได้ว่าพนักงานที่ร้านเป็นคุณรุจเลยทีเดียว อยู่คนเดียวแต่ทำทุกอย่าง แต่หนังหลายรอบที่มักไม่ได้อยู่ในกระแสแล้ว หรือเป็นหนังเก่า หนัง classic ก็กลับถูกจองเต็มเกือบทุกรอบ และทุกเรื่องในโรงที่ความจุประมาณ 150 กว่าคนเห็นจะได้ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจมากว่า โรงหนังอิสระเล็ก ๆ แบบนี้แต่ผู้คนที่สนใจกลับไม่เล็กตาม แต่นี่คือลอนดอน เมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ถึงอากาศจะแย่แบบทำคนเป็นโรคซึมเศร้ากันมานักต่อนัก แต่ด้านศิลปะ วัฒนธรรมกลับทำให้เมืองนี้สดชื่นขึ้นผิดกับอากาศ

จริง ๆ แล้วโรงหนังอิสระในลอนดอนมีเยอะมาก ๆ อีกที่หนึ่งที่เราไม่พูดถึงเลยคงไม่ได้คือ Prince Charles Cinema ที่ตั้งอยู่ใจกลาง Chinatown ซึ่งเป็นอีกสถานที่ประจำของเรา เรียกได้ว่าไปเกือบทุกอาทิตย์ก็ว่าได้ Prince Charles Cinema เป็นโรงหนังแบบโรงหนังจริง ๆ ไม่มี pub ไม่มี café ไม่มีห้องสมุด ทั้งหมดทั้งมวลมีสองโรงอยู่ด้านใน แต่ทั้งสองโรงก็กินพื้นที่ชั้นบน และชั้นล่างอย่างเต็มที่ หนังที่มักนำมาฉายก็หลากหลาย แต่ไม่เก่า และ niché เท่า Close-Up เรื่องที่เราไปดูจากที่นี่ก็คือ Three colours Trilogy ที่เรานั่งดูยาว ๆ ในโรงแบบมาราธอน 6 ชั่วโมงเต็ม และหนังคนเหงาแห่งฮ่องกงหลายเรื่องของผู้กำกับหว่อง กาไว ภายใต้ Campaign World of Wong Kar-Wai แต่ราคาค่าหนังของที่นี่ก็เท่ากับโรงหนัง chain ที่อื่น ๆ แต่ข้อดีคือ มีหนังนอกกระแส และหาดูได้อยากจากแพลตฟอร์ม Streaming ในกระแสหลัก 

มีครั้งหนึ่งที่เราไปดูหนัง Grade B ที่ Independent cinema แถว Whitechapel (คำเตือน โปรดอย่าไปคนเดียวในช่วงเวลากลางคืน เพราะเป็นย่านที่อาชญากรรมสูง) ชื่อโรงว่า Genesis ที่นี่เขาจัด Bar Trash ทุกวันอังคารเห็นจะได้ ถ้าจำไม่ผิด ค่าตั๋วถูกเหมือนแจกฟรี แล้วโรงหนังจะได้อะไรหล่ะ ก็ได้เงินจากค่าอาหาร และเครื่องดื่มยังไงหล่ะ ชื่อก็บอกว่า Bar ขออธิบายสั้น ๆ เลยก็แล้วกันนะ Bar Trash เนี่ย ก็จะเอาหนัง cult หรือแนว ๆ หนัง grade b มาฉายกับโปรเจคเตอร์เล็ก ๆ บริเวณบาร์ เราก็สามารถที่จะดื่มไป ดูหนังไป แล้วก็มีการพักครึ่งเพื่อพูดคุยกับ moderator/ผู้จัดงาน เล่นเกมชิงรางวัล เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมดูหนังแบบสนุก ๆ ที่ทุกคนสามารถรู้สึกมีส่วนร่วมได้ และการดื่มไปดูไปก็ทำให้เราสนุกกับเหล่าหนังเกรดบีได้อย่างไม่ยาก “When you watch this B-series, you probably need to drink one or two pints so you can enjoy it more.” นี่คือคติของการไปดูหนังเกรดบีแบบคร่าว ๆ ที่นั้่น เป็นอีกคอมมูนิตี้นึงที่สนุก และตลกมาก เราชอบงานอะไรแบบนี้จริง ๆ นะ คือนอกจากหนังมันจะแปลก และทุนต่ำ หรือ low budget แบบสุด ๆ แล้ว ไอความแปลก และตลกแบบไม่สมเหตุสมผลของหนังนี่แหละที่เป็นเสน่ห์ให้คอมมูนิตี้นี้ครึกครื้นแทบทุกสัปดาห์ ส่วนหนังเรื่องที่เราไปดูวันนั้นหน่ะหรอ ชื่อเรื่องว่า The Alien Factor (Don Dohler, 1978) เรียกได้ว่าเป็นหนังสัตว์ประหลาด sci-fi ต้นทุนต่ำ cult และโดดเด่นด้านชุด DIY แบบสุด ๆ ถึงแม้เทคนิคการปล่อยลำแสงเลเซอร์หรือการใช้ CG ต่าง ๆ จะดูก๊องแก๊งแบบสุด ๆ เมื่อเทียบกับปัจจุบัน แต่ด้วยความก๊องแก๊งของมันนี่แหละที่ทำให้หนังสนุก และตลกแบบสุด ๆ ไปเลย นอกจากนี้บทพูด Screenplay และนักแสดงยังเข้ากันได้อย่างดีเยี่ยม นับเป็นอีกประสบการณ์ที่ดี

โรงหนังอิสระเหล่านี้ ไม่ได้มีแต่ในลอนดอนเท่านั้นในเมืองอื่น ๆ ที่เราไป รวมถึง Sheffield เองก็มีอยู่บ้าง และจากการพูดคุย รวมถึงฟังเขาคุยก็พบว่ารัฐบาลได้ให้การสนับสนุนในช่วงโควิด และสถาบันเกี่ยวกับภาพยนตร์ต่าง ๆ ของอังกฤษก็ค่อนข้างจะเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็น BAFTA (British Academy Film Awards), BIFA (British Independent Film Awards), Barbican centre หรือ BFI (British Film Institue) โดยจะสังเกตได้ว่าในวงการภาพยนตร์ ณ ตอนนี้ หนังส่งออกจากอังกฤษนั้นกำลังมาแรงเลยทีเดียว

ทั้งหมดทั้งมวล เราก็หวังว่าสักวันหนึ่ง Independent Cinema ในไทยจะได้รับการสนับสนุน และอยู่ได้ ตอนนี้เราก็แอบยืม resolution ของคนที่ทำให้เรา into independent cinema ได้ขนาดนี้ นั่นก็คือ สนับสนุน Independent cinema ให้ได้มากที่สุด ถ้าดูหนัง box buster ก็ต้องไปดูที่ Independent cinema แต่ถ้าจะไปดูโรงหนัง chain ต้องไปดู Independent film 

มาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านที่น่ารักคงจะไม่แปลกใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมเราถึงรักคนคนนั้นมากขนาดนี้ 🙂

วันนี้ก็ขอจบแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน แล้วเจอกันใหม่เรื่อง Pub Vs Night club Vs Bar ก็แล้วกันนะ

Pearl ♡ 

For work

I think I don’t like when it rains 🇬🇧

ถ้าบอกว่าเรื่องนี้ เขียนให้เธอ เธอจะเชื่อไหม

ขึ้นต้นได้เลี่ยน และเชยชะมัด การเอาเนื้อเพลงมาแปลงให้เข้ากับเรื่อง ก็คงมีแต่พวก copywriter หรือพวกนักเขียนเท่านั้นแหละที่ยังทำอยู่ แต่เอาเถอะ เรื่องที่เราอยากจะเล่า ก็อยากเล่าให้เธอได้อ่านจริงๆ ยังไงก็ตาม ก็ขอให้อดทนกับการเขียนภาษาไทยที่มันมีเค้าโครงการเรียบเรียบแบบภาษาฝรั่งปนอยู่บ้างสักหน่อย เพราะว่าสิ่งแวดล้อมที่เคยอยู่มันก็มีผลกับความคิดมากๆ เลยล่ะนะ

เธออยากรู้อะไรล่ะ ฉันจะได้เริ่มเล่าถูก ชีวิต ความเป็นอยู่ ผู้คน บ้านเมือง วัฒนธรรม หรือการใช้ชีวิตที่เหมือนขึ้นเครื่องเล่น roller coaster ของฉันกัน แต่เอาเป็นว่าจะพยายามเล่าหลายๆ อย่างรวมกันก็แล้วกัน ชีวิตที่เหมือนละครของฉันหน่ะ มันมีอยู่จริงนะ

จุดเริ่มต้น

จะบอกว่าแค่เริ่มต้น ชีวิตการย้ายไปอยู่ประเทศเกาะ (เกาะอังกฤษ) ของฉันมันก็เหมือนในละครแล้ว แม่ตาย ได้มรดกแล้วไปเรียนต่อ ฉันขอข้ามรายละเอียดความรู้สึกยิบย่อยตรงนี้ไปที่วันแรกเลยก็แล้วกัน วันแรกที่ไปความทุลักทุเลหลายอย่างก็ประดังประเดเข้ามา โดยเริ่มที่ฝนตก ใช่ สภาพอากาศของอังกฤษเป็นที่เลื่องลือกันในเรื่องของฝนตก ท้องฟ้าสีเทา หนาว และโคลน มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ แต่ขอแจ้งให้ทุกคนทราบอีกอย่างว่า ลมแรงเป็นบ้า ผู้หญิงเอเชียสูง 160 เซนติเมตรคนหนึ่งกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบ และเป้อีกหนึ่งใบ รวมทั้งโค้ทหนารุงรัง ทุกอย่างมันดูพะรุงพะรังไปหมด ฝนตก ทุกคนชอบฝน หากได้นอนนิ่งๆ อยู่ภายในบ้าน สอดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม หรือ นั่งดูทีวีจิบชา จิบกาแฟร้อน ฝนเป็นตัวสร้างบรรยากาศที่ดี แต่ไม่ใช่กับการเดินทาง และนั่นทำให้ฉันเริ่มรู้ชะตาชีวิตในเมืองที่ฝนนึกจะตกก็ตกลงมาเสียดื้อๆ แห่งนี้ เริ่มต้นได้ด้วยดี เปียกมะล่อกมะแล่กเหมือนหมาตกน้ำ รูปภาพข้างล่างนี้ไม่ใช่วันแรกของฉัน แต่ฉันอยากให้เธอได้เห็นภาพความอึมครึม และสิ่งที่เราเรียกว่า Grey weather มันเป็นยังไง

Ladybower Reservoir
Peak District National Park, Hope Valley, UK

วันอาทิตย์คือวันหยุดที่แท้จริง

หลายคนอาจจะเคยชินกับการอยู่ไทยที่ทุกวันก็เหมือนกัน ร้านข้าว และร้านต่างๆ แทบจะไม่มีวันหยุดเลย เราสามารถทำอะไรตอนไหนก็ได้ แต่ที่อังกฤษไม่ใช่ วันอาทิตย์คือวันที่ร้านค้าส่วนมากปิด ทั้งๆ ที่ถ้าตามตรรกะแล้ว เขาควรจะเปิดวันอาทิตย์ให้เหล่ามนุษย์เงินเดือน และนักเรียนที่ทำงานและเรียนจันทร์ถึงศุกร์ได้ไปจับจ่ายใช้สอย แต่ร้านมักจะปิด ปิดเร็วขึ้น หรือเปิดแค่ครึ่งวัน จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีคำอธิบายอยู่ เนื่องจากวันอาทิตย์คือวันที่ประชาชนไปโบสถ์ นั่นเลยกลายเป็นวันหยุดไปโดยปริยาย ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องใช้เวลาสักหน่อยกว่าจะปรับตัวได้เลยทีเดียว ทั้งการที่ร้านค้าปิดเร็ว โดยเฉพาะเหล่า supermarket ทั้งหลายที่เวลาสี่โมงห้าโมงเย็นก็ทะยอยปิดกันหมดแล้ว แต่ใครที่อยู่ลอนดอนก็ไม่ต้องกังวลมากนัก ยิ่งย่านช้อปปิ้งอย่าง Soho ก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีวันหลับกันเลยทีเดียว แต่ก็ต้องศึกษากันอยู่ดีนะว่า supermarket ใกล้บ้านคุณปิดวันอาทิตย์กี่โมงกัน เพราะเชื่อฉันได้เลยว่าเขาปิดเร็วขึ้นแน่ๆ เพราะ ASDA ใหญ่ใกล้บ้านเช่าเราในลอนดอนก็ปิดตอน 5 โมงเย็นวันอาทิตย์ โดยไม่สนว่าลูกค้าจะเอาเงินมาให้หลังจากนั้นเลย ในส่วนของคน วันอาทิตย์ก็ไม่ได้เป็นวันที่ผู้คนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านกันมากนัก ยกเว้นจะเป็นวันที่อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส ร้านคาเฟ่ brunch และเหล่าสวนสาธารณะจะคึกคักมากเป็นพิเศษ ส่วนภาพนี้ ฉันก็ไม่แน่ใจนักว่ามันเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ แต่แค่อยากจะบอกว่า park หรือ national park ก็ตามในวันที่อากาศดีมันดีชะมัดเลย

Part of the Peak District National Park
United Kingdom

วันนี้เอาเรื่องเล่าของฉันไปเท่านี้ก่อนก็แล้วกันนะ ไม่ค่อยอยากจะเล่าให้มันยืดยาว แค่หนึ่งหน้ากระดาษเอสี่ และอ่านเป็นตอนๆ น่าจะสนุกกว่า เรื่องเล่าของฉันมันก็จะมีทั้งดี และไม่ดีปนกันไปแน่นอน ฉันหวังว่าเธอจะชอบ ขอบคุณที่อ่านเรื่องเล่าของฉัน และรอคอยมันอย่างใจเย็น

Pearl ♡ 

For work

🌼🌺 Portfolio 🌼🌺


🎙 Hello !

My name is Pratchayatorn Russamee or Pearl. I am a content creator. It is not always that I search for the content but sometimes content comes to me, like I am a content magnetic. As I believe in a power of story, I love interviewing people, it is such a priceless and inspiring life lesson. Once, my professor told me that as a journalist, you have to realise that every corner has a story to tell.

Nice to meet you.

🌷 Resume

Pratchayatorn Russamee’s CV

📚 Education

📗MA Global Journalism, University of Sheffield (2020/2021)

🥈Granted: Merit

📑 Research website: https://preview.shorthand.com/QqKFi0Hs0bvLFCTb

📝 Research article


📕BA Political Science, Chiang Mai University (2016-2020)

📖 Major: International Affairs, Minor: Korean Language

🥇Granted: First Class Honors (GPA 3.74)

📝 Final Report:

🗂 ASEAN Socio-Cultural Community’s co-interests in the expansion of media cooperation between ASEAN and China

👉 Click here to read the report >> https://drive.google.com/file/d/1aziMCyxtrjkCYbog2T-dG5LMwy6BBbTD/view?usp=sharing (Thai Ver.)


🌻 Media Experience


🎬 Video


🎥 Role: Video editor at Student Relocate (Part-Time)


🏆 Won 3rd place prize of Short Video Competition

from International Journalism Week at The university of Sheffield (2021) within “Social Justice Theme”

🎬 Stop Asian Hate Short Video Campaign


📻 Podcast


🎤 Master Insight Podcast (Founder)

🌏 Found in 2021, the education podcast about the interview with her Thai Friends who studied Master’s degree from everywhere around the globe. The insightful about universities, courses and experiences that aims to inspire young Thai people and to shade the light on their thesis and research which could help improve Thailand

✍ Produce 30 minutes\episode of postgraduate students interviewing podcast on YouTube & Soundcloud

✍ Cover higher education and necessary information for student who pursue higher education

🎧 Youtube: Pearllalis Channel

▵ ▲ ▵ ▲ ▵ ▲ ▵ ▲ ▵ ▲ ▵ ▲ ▵ ▲ ▵ ▲ ▵ ▲

🎧 Soundcloud: https://soundcloud.com/uckling_ear

🎨 Master Insight Podcast Posters


🎤 Roving reporter volunteer at Sheffield Talking News

🎙Produced 3 pieces of 10-12 minutes pre-record audio for visually impaired listeners on Sheffield Talking News Podcast (Out and About)

🎙Covered cultural and lifestyle topics

https://listen.talking-news.info/out-and-about

🎵 Track 02 A Weekend Trip to York

🎵 Track 03 Growing a Kalanchoe

🎵 Track 05 A Trip to Bamford Edge


✍ Writing


Regal Jewelry’s Blog

✍ 18 blogs feature on Regal Jewelry’s website: Regal Jewelry’s blogs

✏ The jfa Human Right Journal

✍ The interview with Dr. Chiranthanin Kitika, Assistant Professor at the Faculty of Architecture, Chiang Mai University: The problem with Chiang Mai’s image as a destination of escape

✏Commission articles with Empoword Journalism

REVIEW: ARCTIC MONKEYS – BODY PAINT

WINTER COMFORT FOOD RECIPES: THAI EDITION

REVIEW: AFTERSUN

The Enactus Sheffield Blog Writing

✍ Covered topics about sustainable fashion, supporting local business, vegan and international students’ experience in the UK university campus during Covid-19

👉 Click here to read 3 article >> https://preview.shorthand.com/4VnUmqnjmSJ82rH

Note: Due to an unexpected error on the Enactus Sheffield website, therefore every post before 1st January 2022 has been disappeared. Hence, this is the spare blog where I store my original version.


🎬 Disappear In Theatre Facebook Fan page / Facebook Fan page หายเข้าไปในโรง (Co-founder)

🎞 Disappear In Theatre found by 2 friends who fond in watching movies and film industry. This page does not aim to spoil any movies but to suggest the movie and invite the audiences to watch and enjoy the movie as the admins enjoy watching them. The page also welcome any discussion about the movies too.

👍 2.6K  likes

🔰2.6K followers

✍ Write movie’s reviews and create infographic for each post

✍ Translate news about film industry

✍ Admin and manage audience engagement

🎥 Facebook https://www.facebook.com/DisappearInTheatre


🎬 Disappear In The Theatre หายเข้าไปในโรง TikTok & Instagram

🖌Co-founder and video editor of the Instagram and TikTok account for Disappear In Theatre (หายไปในโรง)

🖌Produce content cover movie suggestion, movie review, fun facts in film and movies’ trail trip

🖌Work on pre-production until post-production

🖌Edit a 1-3 minutes video for TikTok and Reels on Instagram

🖌Manage audience engagement


https://www.tiktok.com/@hipini_rong?is_from_webapp=1&sender_device=pc

https://instagram.com/disappearintheatre_?igshid=YmMyMTA2M2Y=

🖼 Infographics


Public Relations Intern (08/2019 – 11/2019)

📍Foreign Office, The Government Public Relations Department, Thailand

🖌Created 80% of ASEAN Summit 2019 infographics on ASEAN Information Center Facebook Fanpage by Photoshop and Illustrator


📱Social Media

📌 Follow me on the Instagram:

📷 Munchinthepearl

New Topography, portrait and landscape photo shot by analog camera and mobile phone

📸Camera: Olympus LT-1, iPhone6, Olympus trip35, Iphone11

🎞 Film: Kodak, Fuji, Ilford pan, Film Never Die


📬Contact

📌 Connect with me on LinkedIn: www.linkedin.com/in/pratchayatorn-russamee-bb6b551a4

📌 Email: pratchayatorn@gmail.com

“I hope to speak with you soon”

Trip review

Review South Vietnam Day-1 [Hojiminh City]

Review ทริปเวียดนามใต้ {โฮจิมินห์ – ดาลัต – มุยเน่} 7 วัน 6 คืน

สวัสดีค่ะ ขอบอกก่อนเลยว่า ทริปนี้เป็นทริปวิบากกรรมค่ะ 555555 เพราะว่าเจอปัญหาตั้งแต่ตอนไป เราไปเวียดนามตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2560 ของสายการบินแอร์เอเชีย ขากลับของนกแอร์ค่ะ รวมค่าเครื่องไปสองคน ตกคนละประมาณ 2500 บาท กว่าๆ

โอเค วันแรก เราไปไฟลท์เช้า กลางคืนเราก็เช็คอินไป คือเพื่อนบอกว่าเช็คอินไปก็เข้าได้เลย เราก็หรอ เค ก็เชื่อมันจ่ะ 5555 ไปถึงสนามบินก็แลกเงิน ได้จับเงินหมื่นเงินแสนก็คราวนี้แหละค่า 5555 เงินเยอะมาก เราก็โอเค ไปที่ตม.ต่อ สรุป ตม.บอกว่าต้องไปเช็คอินที่เคาท์เตอร์อีกที คือเค้าจะมีใบคนเข้าออกอ่า เรียกแบบนี้ละกัน นั่นแหละ เราก็ต้องเสียเวลาอีกจ้า โอเค ในส่วนของเพื่อนเรานั้น พาสปอร์ตนางอายุไม่ถึง 6 เดือน และเจอปัญหาเค้าออกตั๋วให้ชื่อผิด ก็วุ่นวายกัน ผ่านตม.และเครื่องสแกนมาในเวลาที่เฉียดฉิวมา รีบวิ่งสุดแรงไปที่เกท แล้วเกทดันไกลสุด แล้ววิ่งพร้อมกับกระเป๋าเป้เกือบ5กิโล นี่ไม่ตลกนะคะ ถือเป็นการเปิดทริปที่สาหัสอยู่ค่ะ

โอเค เราก็มาขึ้นเครื่องได้ทัน ก็ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งโดยประมาณ ถึงท่าอากาศยานนานาชาติเตินเซินเญิ้ต(Cảng hàng không quốc tế Tân Sơn Nhất) คือคนก็ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน เราก็ไปเข้าตม. โอเคเรารอดออกมา แต่เพื่อนเรามีปัญหาเรื่องอายุพาสปอร์ตค่ะ โดนกักตัวไว้ แล้วฟีลแบบเหมือนเราไปเกาหลีเหนือเลยอ่ะ เจ้าหน้าที่ชุดเขียว5555 จำแม่นมาก คือจุดนั้นเราก็หวั่นมาก เจ้าหน้าที่เค้าก็คุยกับเพื่อนเรา ว่าพาสปอร์ตอายุไม่ถึง3เดือนนะ คือปกติเวียดนามพาสปอร์ตต้องมีอายุถึง6เดือนนะคะ แต่เพื่อนเราก็ถือว่าโชคดีที่เจ้าหน้าที่เค้ายังยอมให้ผ่านแล้วบอกว่ากลับไปก็ไปทำใหม่ด้วยอะไรแบบนี้ เรารอเพื่อนอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เสร็จ ออกมาซื้อ ซิมเปลี่ยน เราซื้อแบบที่เล่นอินเตอร์เน็ตได้อย่างเดียว แบบ unlimit 290,000 ดอง คิดเป็นเงินไทยประมาณ400กว่าบาท โคตรแพง แนะนำให้ออกมาซื้อขางล่างของสนามบินนะคะ น่าจะถูกกว่า จากนั้นก็ตามรีวิวที่อ่านมา ขึ้นรถเมย์สาย 152 เข้าเมือง รถจะจอดอยู่ทางขวาสุดตอนที่เราเดินออกมาจากประตูสนามบิน ไปขึ้นเลยค่ะ ถูกมาก คนละ 5000 ดอง ประมาณ 7บาท ก็นั่งไป นาทีนั้นไม่รู้ด้วยว่าต้องลงป้ายไหน จนเหมือนกระเป๋ารถเมย์บอกฟามงูเหลา เราก็ลง แล้วเราก็ยืนเคว้งคว้างกันสองคนพร้อมกับคิดว่า มันใช่จริงๆหรอวะ 55555 จากนั้นเราก็ลองเดินๆแถวนั้น ตอนแรกคิดว่าจะหาอะไรกินกัน แล้วก็ค่อยถามที่ร้าน แต่เราก็เดินแบบงงๆไปถามร้านเช่ารถมอเตอร์ไซค์ว่าถนนฟามงูเหงาเนี่ยมันอยู่ตรงไหน เค้าก็ใจดีนะ พูดอังกฤษไม่ค่อยได้มาก แต่ภาษามือก็ได้อยู่ เราก็เดินมาตามที่เค้าบอก พร้อมกับเปิดGoogle Map ไปด้วย เดินมาแล้วก็หาFUTA BUS เพื่อจะซื้อรถนอนไปดาลัต ก็เจอบริษัททัวร์ เราก็เข้าไปซื้อ ไปคุย โอเค เราได้ตั๋วรถนอนมาในราคา 280,000 ก็ประมาณ 400 บาท น้ำตาจะไหล แต่จุดนั้นเรา   เอ๋อเรื่องเงิน เราก็อ่าโอเค ขึ้นรถตอนเที่ยงคืนนะ เราก็โอเค ฝากกระเป๋าไว้ที่นั่น ละเดินแถวๆนั้น หาอะไรกิน ไปเจอร้านนึง เห็นมีลูกค้าอยู่บ้าง สั่งเฝอ และพิซซ่า 5555 บอกเลยว่า พิซซ่าร้านนี้ไม่อร่อยแรง จ่ะ มื้อนั้นหมดไป200กว่าบาท 555 ก็เดินต่อ เดินไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย คิดว่าเดินดูบ้านเมืองเค้าก็แล้วกัน เดินไปเจอสวนสาธารณะ โอเคนั่งพักกันหน่อย ร้อนมาก ร้อนเท่าๆบ้านเราเลย และที่สำคัญเสียงรถ เสียงบีบแตรมีทุกวินาที วันแรกก็ไม่ค่อยชิน  ต่อๆไปก็จะชินเอง ก็ไปนั่งพักในสวนสาธารณะ มีลมพัดเบาๆ  เพื่อนนี่นางก็นอน ไปได้สักพัก คนดูแลสวนน่าจะอารมณ์ยามอ่ะ มาพูดเวียดนามใส่ แบบประมาณว่าห้ามนอนนะ อ่าโอเคลุงไม่นอนก็ไม่นอน ก็นั่งพักไปยาวๆ สังเกตคนเดินไปเดินมา ฝรั่งเยอะมาก คนจีนและเกาหลีก็เหมือนกัน นั่งสักพักใหญ่ๆ ก็เห็นร้านสมูตตี้ เราก็เดินข้ามถนนไปกินกัน คือ เวลาข้ามถนนนะ ก็ต้องดูช่วงที่ไม่ค่อยมีรถแหละ แต่ก็ต้องกล้าๆหน่อยนะ เราอาจจะตกใจที่คนมาบีบแตรใส่ไรงี้ แต่เราต้องเชิดไว้ อย่าได้แคร์ 5555 ไปกินสมูตตี้ก็รสชาติแย่เหมือนกัน เหมือนไม่ใส่น้ำเชื่อมเลยอ่ะ เสียใจ อาหารไม่อร่อยสักอย่าง 555555 เค แล้วก็ไปมินิมาร์ตใกล้ๆซื้อของใช้ และน้ำเปล่า ในเวียดนามเนี่ยจะเห็นแต่มินิมาร์ตนะ ที่ไปมาเจอเซเว่นแค่ที่เดียว ของในมินิมาร์ตก็ถูกกว่าที่ไทยนะ พวกโฟมล้างหน้า ยาสีฟัน ยาสระผมอะไรแบบนี้ ออกจากมินิมาร์ตมา ก็ไปที่สวนอีก นั่งให้เวลามันผ่านไป ตอนเย็นๆที่นี่คนมาออกกำลังกายกันเยอะมาก ที่นั่งอยู่มันเป็นลานโล่งๆ เราก็เห็นคุณลุงคุณป้า คุณพี่ เด็กๆ วัยรุ่นมาออกกำลังกาย เดินรอบสวนบ้าง เอาตะกร้อมาเล่นกันบ้าง วอลเล่บอลบ้าง พีคสุดคือ เค้าขนเสาและเน็ตมาเอง แล้วเล่นแบตกัน เออเจ๋งดี เหมือนเป็นชมรมอะไรสักอย่าง 55555 แต่คนออกกำลังกายเยอะจริงๆนะ ก็นั่งดูเค้าเล่นไป มีคนเวียดนามมาขอให้ถ่ายรูปให้เค้าด้วย แบบพูดเวียดใส่ละยื่นโทรศัพท์มาให้ นี่ก็ไปถ่ายให้เค้าแบบงงๆ พอเสร็จ เราก็พูดอังกฤษใส่ นางก็เอ๋อไปแปป ละขำแล้วเดินหนีไปอย่างเร็ว เราก็เออขำๆ นั่งไปสักพัก อาเจ๊คอร์ดแบตฝั่งเรา ทะเลาะกับลุงคอร์ดแบตที่อยู่อีกวงนึง ทะเลาะแบบฉ้งเฉ้งมาก ชี้หน้าด่ากันเลยงี้ คนก็มาห้ามๆ คือนี่ก็นั่งดูแบบอยากฟังออกมาก เค้าด่าอะไรกัน นี่ก็นั่งเอ๋อๆ ดู 55555 ลุงๆคนอื่นที่เล่นแบตอยู่ก็แบบงานกร่อยเลย 5555

ก็อยู่ตรงนั้นจนเย็น เดินต่อ แถวๆนั้นแหละ เจอห้าง แบบอยู่ใต้ดิน ถ้าจำไม่ผิดชื่อ TAKA PLAZA มั้งนะ โอเคสวรรค์ เสื้อผ้าก็ราคาพอๆกับบ้านเรา มีเสื้อผ้า รองเท้า อะไรแบบนี้ เราก็ไปหยุดที่ร้านหนังสือ เราชอบมาก มีที่นั่งอ่านหนังสือและร้านกาแฟในร้าน เราก็ไปนั่งอ่านหนังสือภาษาอังกฤษและชาร์จแบตโทรศัพท์  นั่งได้เป็นชั่วโมงเลย แล้วก็กินข้าวเย็นในนั้นแหละ เป็นเคบั่บ นี่ก็พีค คือสั่ง2เซ็ต แต่ได้เซ็ตละ2ชิ้น อีผี คือกินไม่หมดและเพิ่มตังค์ไหมละ 55555 เอาเหอะ แล้วก็เดินกลับไปที่ร้านที่ฝากกระเป๋าไว้ คือแถวนั้นสองข้างถนนจะมีแบบเค้านั่งกินเบียร์ กินบาร์บีคิว ดูคนเดินไปเดินมา อารมณ์ข้าวสารอ่ะ คือนี่ก็ไปนั่งที่ร้านจองตั๋วอ่ะแหละ เค้าก็เอาเก้าอี้มาให้ ก็นั่งดูไปเป็นชั่วโมงๆ คือก็พีคดีแบบอ่า มันเป็นถนนก็มีรถไปมาตลอดเวลา แต่ก็มีคนเดินเต็มถนนด้วย บางร้านเรียกลูกค้าก็มีโชว์พ่นไฟกลางถนนงี้ แบบเดินไปหามรถกลางถนนแล้วพ่นไฟเฉย คือพี่งงมาก แบบนี้ก็ได้หรอ รถก็บีบแตรกันไปเหอะ 55555555555 แล้วมีเด็กคนนึงน่าจะสักสี่ขวบอ่ะ มาแรปโชว์ อย่างเจ๋ง แต่ก็ฟังภาษาเวียดนามไม่ออกหรอก ก็เลยถ่ายวิดีโอเก็บไว้ อีกอย่างคือที่นั่นแบบอ้ปป้าเต็มไปหมด งานดีมากๆ ฝรั่งก็งานดีทั้งผู้หญิงผู้ชายค่ะ ส่องเพลิน 55555 นี่ก็นั่งรอจนเกือบเที่ยงคืน เค้าก็พาไปจุดจอดรถ FUTA BUS นั่งรอ ก็เจอครอบครัวคนไทย แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย ตอนนั้นก็เหนื่อยและง่วง พอรถมาก็งงแบบอ่าว ทำไมรถตู้ งงมาก แล้วนี่ได้นั่งหน้าตรงกลางอึดอัดแบบสุด แต่ก็แบบเออก็ได้วะ 555555 นั่งออกไปนอกเมืองสักพัก รถจอดข้างทางแล้วให้เปลี่ยนรถ คือรอเปลี่ยนรถเกือบชั่วโมง สุดท้ายรถนอนของเราก็มา ขึ้นรถตอนตีหนึ่งกว่าๆ แล้วหลับยาวเลยจ้า เป็นรถนอนที่นอนสบายมากๆ  ตื่นอีกทีคือเช้าที่ดาลัตแล้ว ผ่านวันแรกไปอย่างสาหัสสากันจ้า T^T

For work

IR 101 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในชีวิตประจำวัน

IR 101 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในชีวิตประจำวัน

5.03.2020

ปี 2563 ปีที่ทั่วโลกต่างโกลาหลวุ่นวายด้วยประเด็นข่าวใหญ่ต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็นข่าวความกังวลต่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม เมื่อสหรัฐอเมริกาเปิดฉากการโจมตีอิหร่าน ด้วยการส่งโดรนไปสังหารผู้นำทางทหารของอิหร่านหรือพลเอกกาเซ็ม สุไลมานีเมื่อช่วงต้นปี โดยถูกวิเคราะห์กันไปในด้านต่าง ๆ นานา ถึงผลกระทบที่จะตามมาหากเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันในตลาดโลก หรือการเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางของเครื่องบินที่ต้องผ่านน่านฟ้าของอิหร่านที่มีความเสี่ยงถูกยิงตก หรือข่าวใหญ่ที่เป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น การระบาดของไวรัสโคโรน่าหรือ โควิด – 19 ที่มีต้นตอจากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ไปสู่หลายประเทศทั่วโลก จนมีจำนวนผู้ติดเชื้อ เสียชีวิต และมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนทั้งในด้านการเดินทางท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการบริหารจัดการของภาครัฐเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นข่าวด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน อย่างปัญหาฝุ่น P.M 2.5 หรือ ขยะในทะเลที่ทำให้ประเทศไทยต้องมีนโยบายเลิกแจกถุงพลาสติกในห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ จนไปถึงเรื่องที่บรรดาคอภาพยนตร์ และวงการบันเทิงต่างจับตามองอย่างงานประกาศรางวัลออสการ์ที่ในปีนี้ ซึ่งภาพยนตร์อย่าง Parasites ที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมเกาหลี และอาจจะเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำของ หลายประเทศทั่วโลกด้วยเช่นกัน ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครอง

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันของสังคมโลก หรือที่เรียกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่หลายคนคุ้นหู โดยมีความเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน และสอดแทรกอยู่ในหลายมิติของสังคมตลอดจนการดำเนินชีวิตประจำวันทั่วไป ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเรียนการสอนในสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) หมายถึง พฤติกรรมหรือการกระทำ (Actions) และปฏิกิริยา (Reactions) ตลอดจนปฏิสัมพันธ์ (Interactions) ที่เกิดขึ้นข้ามพรมแดนของรัฐระหว่างตัวแสดงระหว่างประเทศ (International Actors) ไม่ว่าจะเป็นรัฐต่าง ๆ ในโลก หรือ ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐเช่น องค์การระหว่างประเทศ บรรษัทข้ามชาติ หรือขบวนการก่อการร้ายข้ามชาติ ซึ่งมีบทบาทบนเวทีโลก ในมิติต่าง ๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร เป็นต้น

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงมี 2 ความหมาย โดยความหมายแรกนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิสัมพันธ์ของตัวแสดงต่าง ๆ ข้ามพรมแดนบนเวทีโลกในมิติต่าง ๆ (international relations: ir) ส่วนความหมายที่สอง หมายถึงองค์ความรู้ที่ศึกษาและทำความเข้าใจปรากฏการณ์ของปฏิสัมพันธ์ข้ามพรมแดนระหว่างตัวแสดงที่เกิดขึ้นบนเวทีโลกในมิติต่าง ๆ (International Relations: IR)* ถึงแม้ว่าการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชากรโลกทุกคน แต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่สาขาวิชาไม่ได้เป็นวิชาชีพทำให้ทัศนคติต่อการเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในไทยทั้งจากผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษาตลอดจนระดับผู้กำหนดนโยบายของประเทศไม่ได้ ให้ความสำคัญมากนัก ซึ่งอาจเนื่องมาจากการถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ดังนั้น เพื่อให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของประชาชน จึงจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใน 3 มิติด้วยกัน ได้แก่ มิติด้านการศึกษา มิติด้านอาชีพ และมิติที่เชื่อมโยงต่อสังคมไทย

ในมิติด้านการศึกษา สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นหลักสูตรที่เปิดสอนอยู่ในมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย โดยเป็นสาขาหนึ่งของคณะรัฐศาสตร์ มีเนื้อหาเกี่ยวกับ การเมืองระหว่างประเทศ ประวัติศาสตร์การทูต นโยบายต่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ และการศึกษาเป็นรายประเทศ ตลอดจนภูมิภาคต่าง ๆ ในโลก นอกจากนี้ยังต้องนำไปบูรณาการกับศาสตร์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ปรัชญา ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา และมนุษยศาสตร์ เป็นต้น เพื่อทำให้เกิดการมองอย่างรอบด้าน

ซึ่งในมุมมองของนักศึกษาที่มีความสนใจด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตั้งแต่แรกเริ่มรับสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จนกระทั่งปัจจุบันศึกษาอยู่ในสาขาการระหว่างประเทศชั้นปีที่ 4 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัย  นางสาวแทนหทัย พงศ์วิริยะศิริ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ความเห็นต่อการเรียนสาขาการระหว่างประเทศตลอด 4 ปี ว่า “ด้วยความที่สาขา IR เป็นสาขาที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจหลากหลายมิติ ทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ สิทธิมนุษยชน กฎหมาย ฯลฯ ทำให้รู้สึกว่าเรียนยังไงก็เรียนได้ไม่หมด ประกอบกับต้องเป็นคนที่ตื่นตัวตลอดเวลา รับรู้สถานการณ์บ้านเมืองไทยและเทศ    ทุกวัน ต้องทำตัวเป็นพลเมืองโลก สนใจและเข้าใจปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก นอกจากนี้เพื่อนๆ ในสาขาก็มีความรู้ความสนใจที่แตกต่างกัน รวมทั้งความชำนาญเฉพาะด้านของอาจารย์ ทำให้การเรียนรู้ในสาขาวิชานี้เต็มไปด้วยความท้าทายและสิ่งแปลกใหม่ เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และหลายครั้งก็มีการอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อเสนอมุมมองต่อสถานการณ์นั้น ๆ การเรียนแบบรัฐศาสตร์ฯ จึงไม่ใช่แค่การเรียนในตำรา ที่มีกฎตายตัวพิสูจน์ถูกผิด เพราะมุมมองและเลนส์ที่ใช้มองแต่ละเหตุการณ์ของแต่ละคนย่อมต่างกัน ความเข้าใจถึงความแตกทางความคิดและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีเหตุผลจึงเป็นความสามารถหนึ่งที่ได้จากการเรียนในคณะและสาขานี้ แม้ตอนนี้จะอยู่ชั้นปีที่ 4 แล้ว แต่ก็ยังสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และยังมีอีกหลากสิ่งให้เรียนรู้นอกจากตำราในมหาวิทยาลัย การเรียน IR จึงเปรียบเหมือนคู่มือในการเลือกเลนส์มองโลก เพื่อแสดงความคิดอย่างมีเหตุผลและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ดำรงอยู่และอาจจะเกิดต่อไปได้ในอนาคต”

ในมิติของอาชีพการทำงาน นักศึกษาและอาจารย์สาขาการระหว่างประเทศมักจะถูกตั้งคำถามถึงอาชีพ หรือเส้นทางการทำงานภายหลังเรียบจบ อีกทั้งในหลาย ๆ ครอบครัว ลูกหลานที่เรียนสาขาวิชานี้มักจะถูกคาดหวัง และได้รับคำพูดจากคนที่บ้านว่า ‘เรียนสาขานี้จบแล้วคงไปเป็นเจ้าคนนายคน’ แต่อย่างไรก็ตามคำตอบสำหรับอาชีพการงานที่ได้รับก็จะแตกต่างกันไป แต่สำหรับสาขาวิชาที่ไม่ใช่วิชาชีพเช่นนี้ เส้นทางการทำงานล้วนแตกต่างกันไปในแต่ละโอกาสและแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความถนัด ความสามารถตลอดจนความชอบของแต่ละบุคคล ซึ่งอาชีพที่ตรงสายมากที่สุดและเป็นความฝันของใครหลายคนในการมาเรียนสาขานี้คือ การเป็นทูตและการทำงานในกระทรวงต่างประเทศ แต่ในความเป็นจริงนักศึกษาที่เรียนจบสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปนั้น สามารถเลือกทำงานได้อย่างหลากหลาย ทั้งในองค์กรของภาครัฐ และภาคเอกชน องค์การระหว่างประเทศต่าง ตลอดจนองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ (Non-Government Organizations: NGOs) ทั้งนี้ ผศ.ดร.วรรณภา  ลีระศิริ อาจารย์หัวหน้าสำนักการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ได้กล่าวถึงประเด็นสายการทำงานและการมองว่าเรียนไปเป็นเจ้าคนนายคนว่า

“นักศึกษาที่จบไปแล้ว ส่วนใหญ่จำนวนมากไปอยู่ภาคเอกชนมากกว่าที่จะเข้าทำงานภาครัฐ เพราะฉะนั้นเราก็อยากให้เห็นความหลากหลายของงานที่จะทำได้ ว่าไม่ได้เป็นข้าราชการ เจ้าขุนมูลนายแบบเดิมแล้ว หรือต่อให้ไปเป็นข้าราชการ ข้าราชการในปัจจุบันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว มีระบบการเข้าทำงานต่าง ๆ ทั่วไป ที่เริ่มตั้งแต่ขั้นแรก จนไปถึงระดับผู้กำหนดนโยบาย หรือ ไปเป็นแอร์ฯ เป็นเจ้าหน้าที่การทูต เป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ หรือแม้กระทั่งจะทำการค้าออนไลน์ได้”

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่มีคำตอบที่ตายตัวสำหรับเส้นทางอาชีพ แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาจะช่วยให้เราค้นพบโอกาส ความถนัด ความชอบ ผู้คน และอาชีพใหม่ ๆ ที่เราไม่รู้จัก จึงเรียกได้ว่า การศึกษาในหลักสูตรความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อรองรับสายงานที่หลากหลายและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบันที่มีลักษณะข้ามชาติ ตลอดจนพร้อมสำหรับนักศึกษาที่ต้องการเรียนต่อในระดับปริญญาโทอีกด้วย

“ในสังคมของเราและในสังคมระหว่างประเทศ อย่างที่บอกว่าสภาวะแวดล้อมของโลกมันเปลี่ยนไป มันกลายไปเป็นหมู่บ้านโลก กลายไปเป็นโลกเดียวกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นในการศึกษาเพื่อที่จะสร้างคนขึ้นมาเป็นพลเมืองโลกที่สามารถเข้าใจได้มันจึงยังคงมีความสำคัญ และมีความจำเป็นอยู่ เพราะฉะนั้นหน่วยงานต่าง ๆ เช่น หน่วยงานภาครัฐ ถ้าสมมติว่าหน่วยงานภาครัฐไม่เข้าใจว่าโลกนี้เขามีระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติอย่างไร เราก็ ‘ตกขบวน’ เพราะฉะนั้นพอเกิดปัญหา เช่น พอยุบพรรคอนาคตใหม่ สถานทูต องค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ต่างก็ส่งหนังสือเปิดผนึกมาบ่งบอกถึงความเป็นห่วง แน่นอนว่าเขาไม่ว่ารัฐบาลหรือศาลรัฐธรรมนูญตรง ๆ แต่เขาก็ใช้คำแบบว่าเราเป็นห่วงเรื่องสิทธิเสรีภาพของคนไทยจำนวนหนึ่งที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ แบบนี้ คำว่าสิทธิเสรีภาพ มันคือสิ่งที่เป็นพื้นฐานของประชาคมโลกในปัจจุบัน และถ้าเราไม่เข้าใจ ถ้าเราปฏิเสธเราก็จะกลายเป็นคนกลุ่มน้อยที่ท้ายที่สุดแล้ว เราก็จะถูกลงโทษในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพราะเราปฏิเสธสิ่งที่เป็นรากฐานของสิทธิของมนุษย์ทุก ๆ คน เพราะฉะนั้นถามว่าจำเป็นไหมที่ยังต้องมีคนที่ศึกษาเรื่องนี้อยู่ คำตอบคือจำเป็น มันยังจำเป็นและเราต้องเข้าใจ หรือแม้กระทั่งภาคเอกชนก็ตาม คุณต้องการที่จะทำการค้า คุณต้องการที่จะสร้างหนังเรื่องหนึ่งเพื่อที่จะเอาไปขาย อย่าง Parasites หรืออย่างหนังไทยต่าง ๆ ที่ไปประกวดในระดับนานาชาติ เขาพูดประเด็นที่มันเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกสามารถที่จะเข้าใจร่วมกันได้ ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ในบริบทของประเทศใดประเทศหนึ่งก็ตาม แต่ตัวประเด็นนั้นมันสามารถที่จะเข้าถึงและเข้าใจได้เพราะว่ามันคือสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะฉะนั้นคนที่มีความเข้าใจด้านนี้มันยังสำคัญจำเป็น แต่ถ้าถามว่าในสายตาของคนที่เขากำหนดนโยบายของประเทศไทยเขาเห็นถึงความจำเป็นตรงนี้หรือเปล่าเนี่ยอันนี้อาจารย์ก็ยังตั้งคำถาม”

ส่วนหนึ่งจากการสัมภาษณ์ผศ.ดร.วรรณภา  ลีระศิริ ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสังคมไทยกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรวมไปถึงคำถามที่ชวนคิดถึงอนาคตของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในไทย คำถามที่ถูกตั้งขึ้นไม่เพียงส่งไปถึงผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย แต่เป็นประเด็นและคำถามที่ชวนให้คนไทยในทุกภาคส่วนหันมาพิจารณาถึงความสำคัญของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะเนื่องจากปัจจุบันโลกของเราเป็นโลกที่ไร้พรมแดน การเดินทาง ตลอดจนการติดต่อสื่อสาร สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย “การตกขบวน” นั้นเป็นปัญหาที่สำคัญ และน่านำมาพิจารณา เพราะหากว่าประเทศไทยขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในกลไกด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่สามารถมี นโยบายที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงไปของโลกได้ โอกาสการพัฒนา โอกาสการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ที่ควรจะเป็นของคนไทยก็จะมีไม่มากเท่าประเทศอื่นที่มีการรับมือกับปัญหาที่ข้ามพรมแดน ตลอดจนสามารถจัดทำนโยบายที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็วของโลกได้ อีกทั้งหากไทยเป็นประเทศที่ตกขบวนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะไม่เพียงแต่กระทบภาพลักษณ์ของรัฐบาล หรือหน่วยงานต่าง ๆ แต่ยังกระทบถึงวิถีชีวิตประชาชน เช่น หากไทยถูกคว่ำบาตรทางการค้าจากต่างประเทศ นั่นหมายความว่า ไทยจะส่งออกได้น้อยลง อุตสาหกรรมการผลิตก็จะน้อยลง การลงทุนน้อยลง และกระทบกับการจ้างงานพนักงาน อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ประชาชนไม่มีรายได้ ไม่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ในแง่ของเศรษฐกิจ ประชาชนจะมีกำลังซื้อน้อยลงส่งผลให้สินค้าล้นตลาด เป็นต้น เรียกได้ว่าได้รับผลกระทบทั่วกันทุกภาคส่วน ดังนั้นการศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งในระบบการศึกษาไทย และการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาสนใจข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนเห็นความสำคัญของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้หมู่บ้านที่เรียกว่าประเทศไทยสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน เปิดโลก และก้าวทันนานาประเทศในหมู่บ้านโลกนี้ได้

ในท้ายที่สุดนี้อาจารย์และรุ่นพี่นักศึกษาสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังได้ให้คำแนะนำสำหรับน้องนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่กำลังค้นหาตัวเองว่า ต้องสำรวจความถนัด ความชอบ และความสามารถที่ตนเองมี เพราะสาขาวิชานี้จะเหมาะกับคนที่สนใจประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไทย ในต่างประเทศ ตลอดจนประเด็นข้ามชาติ และเหมาะสำหรับผู้ที่มีความสามารถในภาษาต่างประเทศด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากตำราและการศึกษาในด้านต่างประเทศมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ นอกจากนี้สาขาวิชานี้ยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการทำงานเกี่ยวกับต่างประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานเขียนสารคดีชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนผู้ปกครองในการพิจารณา เล็งเห็นถึงความสำคัญและข้อเท็จจริงในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนช่วยจุดประกายให้ประชาชนหันมาสนใจประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น


*จุลชีพ ชินวรรโณ. “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขอบเขต และระดับการวิเคราะห์.” ใน โลกในศตวรรษที่ 21 กรอบการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, 12. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558.

งานเขียนสารคดีชิ้นนี้เป็นชิ้นงานของผู้เขียนในวิชาการเขียนเพื่อการสื่อสาร

Trip review

Lost in Vietnam EP.2 .1 Dalat

Review South Vietnam Trip EP.2 Dalat 0.1

วันที่สอง รถนอนสุดspecial ที่เราไม่เคยนั่งมาก่อน และไม่คิดว่าจะนอนสบายขนาดนี้ มาถึงดาลัต เมืองที่เรารักมากๆ เป็นเมืองที่ใช้ชีวิตslow life ได้อย่างแท้จริง

รถมาจอดที่ท่ารถ คล้ายๆขนส่งบ้านเราอ่ะแหละ คือจะแนะนำว่าควรเช็คสภาพอากาศมาดีๆนะคะ เพราะว่าอย่างดาลัตเนี่ย หนาวจริงไม่อิงนิยาย ลงจากรถก็สัมผัสความหนาวที่ประเทศไทยโหยหามากๆ ดีที่เราเตรียมเสื้อกันหนาวไป แต่มันอยู่ในกระเป๋า…

พอลงรถตอน6โมงเช้า ซึ่งมันเช้ามาก ก็จะมีคนมาเสนอรถต่างๆ เราก็ยืนๆดูโรงแรมกันอยู่ก็มีลุงสองคนมาถามว่าจะไปไหน ก็ยื่นชื่อโรงแรมและที่อยู่โรงแรมให้ เค้าก็โอเคๆ ตามมา นี่ก็นึกว่าแท็กซี่ เปล่าค่ะ มอเตอร์ไซค์จ้า คือจะยกเลิกเค้าก็ไม่ทันแล้วไง เออ ก็ตกลงราคา จ่ายไปคนละ 40,000 ดอง ภาษาอังกฤษในเวียดนามค่อนข้างลำบากในการใช้ คุยกับคนธรรมดา หรือชาวบ้าน คือเค้าแทบไม่รู้เลยจริงๆ ก็เหมือนประเทศไทยนั่นแหละ แค่คุยราคายังสื่อสารกันผิดเลย

พอนั่งมอเตอร์ไซค์ใช่มั้ย คุณก็จะได้สัมผัสความหนาวแบบ10 10 10 ไปเลยจ้า แล้วตอนเช้านี่โคตรหนาว สั่นอ่ะ 5555555 แต่ก็รู้สึกดี คือเห็นพระอาทิตย์ขึ้นนิดๆ แล้วเมืองเค้าคือสวยมากๆ ถ้าพูดเวียดนามได้ก็จะไปอยู่ ชอบเมืองนี้มากจริงๆ เหมือนจำลองบ้านเมืองของยุโรปมาไว้ที่นี่ บวกกับอากาศเย็นๆ ฟินมากๆ รู้สึกตื่นเต้นไปหมด ทั้งๆที่ก็ยังง่วงอยู่ เห็นโบสถ์ บ้านสีลูกกวาด ดอกไฮเดนเยียร์ข้างทาง สวรรค์ในการหนีร้อนช่วงเดือนเมษายนมากๆค่ะ แต่เราไปปลายมิถุนายนซึ่งเป็นหน้าฝน… 55555

ก็วนหาโรงแรมกันอยู่สักพัก โอเค ลุงก็พาเรามาจอดหน้าโรงแรม แล้วเช้าขนาดนี้ ก็ยังเช็คอินไม่ได้นะคะ เราก็กดกริ่ง คือเหมือนปลุกพี่ที่เค้านอนเฝ้าโรงแรม 555555 รู้สึกผิดนิดหน่อย แต่ข้างนอกมันหนาว อากาศตอนเช้าวันนั้นน่าจะประมาณ 13 องศามั้งนะ พอเข้าไปก็โอเคยังเช็คอินไม่ได้ ก็นั่งรอตรงล็อบบี้นั่นแหละ โรงแรมที่ไปพักคือ Gia Khang Hotel คือเป็นโรงแรมเล็กๆที่ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองมากเท่าไหร่แต่ดีมากๆๆๆๆๆ ราคาไม่แพงด้วย อ่าโอเค เราก็นั่งเล่น เค้าก็อำนวยความสะดวกให้เราเต็มที่ ห้องน้ำเอย ปลั๊กไฟชาร์จแบตเอย ต่างๆ ดีมาก วายฟายก็พร้อม  เราก็นั่งเล่นไปจนเบื่ออ่ะ ก็เลยออกไปเดินดูรอบๆคนเดียว เพราะเพื่อนขอหลับ คือเป็นเมืองที่ดูค่อนข้างปลอดภัย แบบเดินไปไหนก็รู้สึกว่าจะไม่โดนปล้น อากาศก็ดี พอใส่เสื้อกันหนาวก็เดินเล่นได้เรื่อยๆ ก็เลยเดินออกจากซอยโรงแรมไปทางโบสถ์ที่ตอนแรกผ่านมา ผ่านสถานที่ราชการอะไรไม่รู้ เพราะไม่มีภาษาอังกฤษบอกเลย แต่มีทหารเฝ้าตรงป้อมยามทางเข้า ตอนเช้าที่นี่รถไม่ค่อยเยอะ แต่วิถีชีวิตคนที่นี่ก็เหมือนที่ไทยมาก พ่อแม่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งลูกที่โรงเรียน คนเริ่มมาทำงาน มีร้านขายขนมปังที่เรียกว่า Banh Mi เป็นบาร์แก็ตที่มีไส้ซูปหมูเผ็ด กินอุ่นๆในอากาศเย็นๆกับกาแฟอร่อยดี  ราคาไม่แพงด้วย จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่ มีร้านข้าวราดแกง ร้านก๋วยเตี๋ยว  เราเดินไปอีกทางก็เจอแบบทางเข้าหมู่บ้าน ก็เดินไปดู เดินคนเดียวนี่แหละ เดินไปเรื่อยๆ เข้าซอยหมู่บ้าน คือเป็นหมู่บ้านที่ปลูกบ้านตามไหล่เขา ตามความสูงต่ำของพื้นที่ แต่ละบ้านสวยมาก เป็นบ้านที่มีพื้นที่ไม่เยอะ จะเน้นไปทางความสูงมากกว่า สองสามชั้นว่ากันไป แล้วเป็นสีพาสเทล ตรงระเบียงมีต้นไม้ดอกไม้ น่ารักมากๆ เหมือนยุโรปจริงๆ ดูเป็นเมืองที่เงียบๆ แต่ก็มีเสียงแตรอยู่ไม่ขาด ยกเว้นตอนกลางคืน คือเงียบจริงจัง

IMG_9029

IMG_9074

เดินเล่นไปสักพักก็เดินกลับ ไปชวนเพื่อนออกมาเดินเล่นด้วยกัน เดินไปในซอยโรงแรมนั่นแหละ ก็เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เหมือนซอยในเกาหลีมาก เวลาดูซีรีย์แบบนี้ที่ต้องเดินขึ้นเนินในซอยกลับบ้าน 5555 เจอร้านขายเสื้อกันหนาวด้วย แล้วก็มีร้านขายอาหารเช้า ร้านที่วางเตาไว้ที่พื้น และนั่งเก้าอี้เตี้ยๆกินเฝอ อะไรแบบนี้  เราซื้อBanh Mi มากิน และเข้าคาเฟ่แถวๆโรงแรม สั่งกาแฟเวียดนาม คือมันขมมาก 5555555 ปกติเราชอบกินกาแฟอยู่แล้ว แต่มาเจออันนี้คือยอม มันเหมือนมีกลิ่นสมุนไพรอะไรสักอย่างอยู่ในกาแฟด้วยอ่ะ กินแล้วรู้สึกแปลกๆ แต่ก็เข้มมากเหมือนกัน

IMG_9022

ก่อนเข้าโรงแรม ก็เจอเจ้าหมาซามอยตัวยักษ์อยู่ที่บ้านข้างๆโรงแรม คือน่ารักมาก เราก็แวะเล่นกับน้องมา เป็นหมาที่จิตใจดี อยากเอากลับมาเลี้ยงเลย ><” เรากลับเข้ามาโรงแรมตอนเกือบๆ 10 โมง พอเข้ามา พี่ที่เคาท์เตอร์ก็บอกว่ามีห้องแล้ว เช็คอินได้เลย โอเค เย้ จะได้อาบน้ำนอนแล้ว ขอนอนก่อนแล้วตอนบ่ายๆไปเที่ยวต่อ ห้องที่นี่ดีมากๆ สะดวดสบายในราคาคนละประมาณ800บาทรวมสองคืน ที่นี่ไม่ต้องใช้แอร์เลย แค่น้ำอุ่นก็เพียงพอ ตอนกลางคืนอากาศเย็นกว่าตอนกลางวันมากๆ ผ้าห่มและเสื้อกันหนาวคือสิ่งจำเป็นมากๆค่ะ 5555555

20864499_1647200161989024_82782082_n เจ้าซามอยข้างโรงแรม แคปมาจากวิดีโอที่เราถ่ายส่งให้แม่ดู 555555

            ตอนบ่ายหลังจากนอนพักเอาแรงเรียบร้อยแล้วเราก็เริ่มเที่ยว โดยที่แรกที่เราไปคือ โบสถ์คาทอลิกนั่นเอง ซึ่งตอนนี้ถ่ายรูปได้แล้ว เพราะมีเพื่อนมาด้วย แต่ว่าเค้าปิดไม่ให้เข้าไปข้างใน เลยได้แต่เดินอยู่รอบๆ  แล้วก็คิดกันว่า จะไปไหนต่อดี ก็เลยเปิดGoogle หา เจอตลาดดาลัต โอเคไป เปิดแมปเอา 555555 ก็เดินตามไป ตอนแรกคือคิดว่าไกลมาก แต่พอลองเดินอีกรอบในวันที่3 ก็คิดได้ว่าใกล้กว่าสถานที่ที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นการเดินที่ปวดขามาก ไม่มีเหงื่อออกใดๆเพราะอากาศเย็นและฟ้าครึ้มมาก แต่เดินไปแล้วท้อว่าจุดหมายปลายทางอยู่ตรงไหน5555555555 ก่อนอื่นขอเล่าที่ตลาดดาลัตก่อน

IMG_9013

ถ่ายตอนเช้าที่นั่งมอเตอร์ไซค์ผ่าน

IMG_9085ถ่ายตอนบ่ายที่ตั้งใจเดินไป

   ตลาดดาลัตถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกาดหลวง หรือตลาดวโรรสเลย เหมือนมากๆ มีเสื้อผ้า ของสดของแห้ง ดอกไม้ ต้นไม้ ผลไม้ ของต่างๆในเวียดนามเหมือนไทยมากๆ เสื้อผ้า ของใช้ ราคาพอคำนวณแล้วก็พอๆกับที่ไทย โดยส่วนตัวชอบตลาดต้นไม้ข้างถนนมาก คือดาลัตเป็นเมืองหนาว เหมาะแก่การเติบโตของต้นไม้พวก Succulent หรือพืชอวบน้ำ และที่นี่มีเยอะมาก สวรรค์ของเราสุดๆ มีร้านขายต้นไม่อยู่ 5-6 ร้าน Succulent เต็มไปหมด สวยมากๆ อยากซื้อกลับไทย มากๆ แต่ทำได้แค่มอง และถ่ายรูปมา แล้วก็ดอกไม้ที่นั่นดอกใหญ่มาก สวย เพลินกับการดูต้นไม้มากค่ะ อ่อแล้วก็ที่ตลาดดาลัต มีอะโวคาโดขายเยอะมากๆ ถ้าคนที่ชอบอะโวคาโดไปน่าจะฟินอยู่นะ

 

IMG_9115

ตอนเดินไปตลาดดาลัต ก็จะผ่านเมืองประมาณนี้

IMG_9117

รถสีเขียวๆนั่นคือรถแท็กซี่นะคะ ที่ไว้ใจได้คือ Vinasun กับ MailinhIMG_9121

CHO DALAT  เดาเอาว่า CHO น่าจะแปลว่าตลาด

IMG_9133

สวรรค์ของคนรัก เจ้า Succulent สวยๆ

IMG_9140

ดอกไม้เต็มไปหมดดด

IMG_9138

หลังจากเดินดูตลาดดาลัตแล้ว ก็เดินออกมาเจอหนองน้ำ และเห็นที่ปั่นเรือเป็ดอยู่ไกลๆ ซึ่งมันก็ไม่ใช่แนวเรากับเพื่อนที่จะไปปั่นเรือเป็ดกันสองคน มันเหมาะกับคนที่มาเป็นคู่ แบบ สร้างโลกสีชมพูกันสองคนเว้ย ซึ่งเราไม่มี… 5555555555 ก็เลยคุยกันว่าเราเดินกันเถอะ สำรวจแถวๆนี้ไปด้วย ก็เลยเดินเล่นตามทางที่เค้าทำไว้ให้เดิน ที่นี่จะออกแนวเป็นสวนสาธารณะและสถานที่ท่องเที่ยวไปในตัว แล้วก็จะมีรถม้าคอยให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ด้วย แต่เรามั่นใจในการเดิน ความจริงคือไม่อยากเสียตังค์ 55555 ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ และมันก็เรื่อยๆมากจริงๆ เดินไปด้วยความเชื่อที่ว่าเดียวมันต้องมีจุดข้ามไปอีกฝั่งนึงได้ แต่ว่าจุดนี้ต้องร้องเพลงไกลแค่ไหนคือใกล้แล้วล่ะ

‘แต่ทำไมเดินมาเนิ่นนานไม่ถึงสักที  แต่ทำไมมองดูเส้นทางเหมือนยาวออกไป อยากรู้ว่าฉันต้องทำตัวอย่างไร อีกไกลแค่ไหนจนกว่าฉันจะใกล้บอกที ‘

IMG_9153

บรรยากาศการปั่นเรือเป็ดที่ Ho Xuan Huong Lake

IMG_9170

IMG_9169

รถม้าเวียดนาม

IMG_9177

อีกไกลแค่ไหนจนกว่าฉันจะใกล้

เดินกันจนท้อ หันหน้ามามองหน้าเพื่อนแล้วถามกันว่าสรุปแล้วมันจะข้ามไปอีกฝั่งได้จริงๆหรอวะ 5555555555555555 สุดท้ายที่พึ่งหนึ่งเดียวคือgoogle map เพื่อนรัก และค้นพบความจริงว่าทะเลสาบนี้เป็นวงรีจ้า แต่เป็นวงรีที่กว่าจะวนครบรอบใช้เวลาเดิน2ชั่วโมง โอ้ยยย จุดนั้นคือขาตายไปเลย ไม่มีความร้อน แต่เมื่อยและหิวน้ำมากๆ เดินไปบ่นไป จะขึ้นแท็กซี่กลับอยู่หลายรอบ แต่ก็ขำไปด้วย คิดว่าทำไมกูต้องมาเดินแบบนี้ แต่เราก็เดินมาครบรอบจนได้ และโชคดีที่อีกฝั่งมีเก้าอี้ให้นั่ง เป็นสวนสาธารณะที่มีลานกิจกรรม และมีบิ๊กซีอยู่ชั้นใต้ดิน ตรงลานจะมีสถาปัตยกรรมแปลกๆที่ไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไร อาจจะเป็นแลนด์มาร์คทำนองนี้อยู่ ช่วงเย็นๆคนเยอะมาก มาเดินออกกำลังกาย มาพักผ่อน มาซื้อของ บริเวณลานจะเห็นมีเด็กมาเล่นสเก็ตบอร์ด ส่วนตัวคิดว่าประเทศเวียดนามที่เป็นการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์จัดการพื้นที่ส่วนรวมได้ดีมากๆ และทุกคนก็มาใช้พื้นที่ส่วนกลางอย่างคุ้มค่ามาก เราก็ยังคงเดินกันต่อเรื่อยๆ เริ่มเดินเวลาบ่ายสามโมง วนกลับมาถึงที่เดิมเวลาหกโมงเย็น ที่ช้าคือมัวนั่งพัก มองผู้คนผ่านไปผ่านมา

Untitled.png

นังทะเลสาบ Ho Xuan Huong ตัวดี 5555

IMG_9184

ลานอเนกประสงค์และบิ๊กซี

ที่สังเกตได้อีกอย่างหนึ่งคือ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนเวียดนามด้วยกันเอง อารมณ์เที่ยวเวียดนาม ใช้ของเวียดนาม แบบนั้นเลย 55555 คุ้นๆแฮะ  ช่างเถอะ สุดท้ายเราก็กลับมานั่งกินข้าวมันไก่ทอด ที่ทอดแบบแห้งจนเกือบแข็งตรงข้างซอยโรงแรม แต่ก็ถือว่ารสชาติโอเคอยู่ สุดท้ายเราก็กลับโรงแรม และอย่างที่บอกว่าที่นี่ตอนกลางคืนอากาศเย็นจนเรียกได้ว่าหนาว ไม่ต้องใช้แอร์ก็นอนหลับฝันดีได้ค่ะ

IMG_9189

ข้าวมันไก่ทอดที่ในเมนูเขียนว่าDeep fried

IMG_9196

IMG_9192

วิวตอนเย็นและตอนกลางคืนจากชั้น4 ของhostel

 

EP.หน้าจะไปเที่ยวอย่างจริงจังตามสถานที่แนะนำของเมืองดาลัต แต่ก็ยังคงความสโลว์ไลฟ์ของตัวเราเองไว้ไม่เปลี่ยน ขอบคุณที่ติดตามค่ะ J

 

 

 

Trip review

Lost in VIETNAM EP.1

Review ทริปเวียดนามใต้ {โฮจิมินห์ – ดาลัต – มุยเน่} 7 วัน 6 คืน

สวัสดีค่ะ ขอบอกก่อนเลยว่า ทริปนี้เป็นทริปวิบากกรรมค่ะ 555555 เพราะว่าเจอปัญหาตั้งแต่ตอนไป เราไปเวียดนามตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2560 ของสายการบินแอร์เอเชีย ขากลับของนกแอร์ค่ะ รวมค่าเครื่องไปสองคน ตกคนละประมาณ 2500 บาท กว่าๆ

โอเค วันแรก เราไปไฟลท์เช้า กลางคืนเราก็เช็คอินไป คือเพื่อนบอกว่าเช็คอินไปก็เข้าได้เลย เราก็หรอ เค ก็เชื่อมันจ่ะ 5555 ไปถึงสนามบินก็แลกเงิน ได้จับเงินหมื่นเงินแสนก็คราวนี้แหละค่า 5555 เงินเยอะมาก เราก็โอเค ไปที่ตม.ต่อ สรุป ตม.บอกว่าต้องไปเช็คอินที่เคาท์เตอร์อีกที คือเค้าจะมีใบคนเข้าออกอ่า เรียกแบบนี้ละกัน นั่นแหละ เราก็ต้องเสียเวลาอีกจ้า โอเค ในส่วนของเพื่อนเรานั้น พาสปอร์ตนางอายุไม่ถึง 6 เดือน และเจอปัญหาเค้าออกตั๋วให้ชื่อผิด ก็วุ่นวายกัน ผ่านตม.และเครื่องสแกนมาในเวลาที่เฉียดฉิวมา รีบวิ่งสุดแรงไปที่เกท แล้วเกทดันไกลสุด แล้ววิ่งพร้อมกับกระเป๋าเป้เกือบ5กิโล นี่ไม่ตลกนะคะ ถือเป็นการเปิดทริปที่สาหัสอยู่ค่ะ

โอเค เราก็มาขึ้นเครื่องได้ทัน ก็ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งโดยประมาณ ถึงท่าอากาศยานนานาชาติเตินเซินเญิ้ต(Cảng hàng không quốc tế Tân Sơn Nhất) คือคนก็ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน เราก็ไปเข้าตม. โอเคเรารอดออกมา แต่เพื่อนเรามีปัญหาเรื่องอายุพาสปอร์ตค่ะ โดนกักตัวไว้ แล้วฟีลแบบเหมือนเราไปเกาหลีเหนือเลยอ่ะ เจ้าหน้าที่ชุดเขียว5555 จำแม่นมาก คือจุดนั้นเราก็หวั่นมาก เจ้าหน้าที่เค้าก็คุยกับเพื่อนเรา ว่าพาสปอร์ตอายุไม่ถึง3เดือนนะ คือปกติเวียดนามพาสปอร์ตต้องมีอายุถึง6เดือนนะคะ แต่เพื่อนเราก็ถือว่าโชคดีที่เจ้าหน้าที่เค้ายังยอมให้ผ่านแล้วบอกว่ากลับไปก็ไปทำใหม่ด้วยอะไรแบบนี้ เรารอเพื่อนอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เสร็จ ออกมาซื้อ ซิมเปลี่ยน เราซื้อแบบที่เล่นอินเตอร์เน็ตได้อย่างเดียว แบบ unlimit 290,000 ดอง คิดเป็นเงินไทยประมาณ400กว่าบาท โคตรแพง แนะนำให้ออกมาซื้อข้างล่างของสนามบินนะคะ น่าจะถูกกว่า จากนั้นก็ตามรีวิวที่อ่านมา ขึ้นรถเมย์สาย 152 เข้าเมือง รถจะจอดอยู่ทางขวาสุดตอนที่เราเดินออกมาจากประตูสนามบิน ไปขึ้นเลยค่ะ ถูกมาก คนละ 5000 ดอง ประมาณ 7บาท ก็นั่งไป นาทีนั้นไม่รู้ด้วยว่าต้องลงป้ายไหน จนเหมือนกระเป๋ารถเมย์บอกฟามงูเหลา เราก็ลง แล้วเราก็ยืนเคว้งคว้างกันสองคนพร้อมกับคิดว่า มันใช่จริงๆหรอวะ 55555 จากนั้นเราก็ลองเดินๆแถวนั้น ตอนแรกคิดว่าจะหาอะไรกินกัน แล้วก็ค่อยถามที่ร้าน แต่เราก็เดินแบบงงๆไปถามร้านเช่ารถมอเตอร์ไซค์ว่าถนนฟามงูเหลาเนี่ยมันอยู่ตรงไหน เค้าก็ใจดีนะ พูดอังกฤษไม่ค่อยได้มาก แต่ภาษามือก็ได้อยู่ เราก็เดินมาตามที่เค้าบอก พร้อมกับเปิดGoogle Map ไปด้วย เดินมาแล้วก็หาFUTA BUS เพื่อจะซื้อรถนอนไปดาลัต ก็เจอบริษัททัวร์ เราก็เข้าไปซื้อ ไปคุย โอเค เราได้ตั๋วรถนอนมาในราคา 280,000 ก็ประมาณ 400 บาท น้ำตาจะไหล แต่จุดนั้นเรา   เอ๋อเรื่องเงิน เราก็อ่าโอเค ขึ้นรถตอนเที่ยงคืนนะ เราก็โอเค ฝากกระเป๋าไว้ที่นั่น ละเดินแถวๆนั้น หาอะไรกิน ไปเจอร้านนึง เห็นมีลูกค้าอยู่บ้าง สั่งเฝอ และพิซซ่า 5555 บอกเลยว่า พิซซ่าร้านนี้ไม่อร่อยแรง จ่ะ มื้อนั้นหมดไป200กว่าบาท 555 ก็เดินต่อIMG_8983

เดินไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย คิดว่าเดินดูบ้านเมืองเค้าก็แล้วกัน เดินไปเจอสวนสาธารณะ โอเคนั่งพักกันหน่อย ร้อนมาก ร้อนเท่าๆบ้านเราเลย และที่สำคัญเสียงรถ เสียงบีบแตรมีทุกวินาที วันแรกก็ไม่ค่อยชิน  ต่อๆไปก็จะชินเอง ก็ไปนั่งพักในสวนสาธารณะ มีลมพัดเบาๆ  เพื่อนนี่นางก็นอน ไปได้สักพัก คนดูแลสวนน่าจะอารมณ์ยามอ่ะ มาพูดเวียดนามใส่ แบบประมาณว่าห้ามนอนนะ อ่าโอเคลุงไม่นอนก็ไม่นอน ก็นั่งพักไปยาวๆIMG_8986

สังเกตคนเดินไปเดินมา ฝรั่งเยอะมาก คนจีนและเกาหลีก็เหมือนกัน นั่งสักพักใหญ่ๆ ก็เห็นร้านสมูตตี้ เราก็เดินข้ามถนนไปกินกัน คือ เวลาข้ามถนนนะ ก็ต้องดูช่วงที่ไม่ค่อยมีรถแหละ แต่ก็ต้องกล้าๆหน่อยนะ เราอาจจะตกใจที่คนมาบีบแตรใส่ไรงี้ แต่เราต้องเชิดไว้ อย่าได้แคร์ 5555 ไปกินสมูตตี้ก็รสชาติแย่เหมือนกัน เหมือนไม่ใส่น้ำเชื่อมเลยอ่ะ

IMG_8994

เสียใจ อาหารไม่อร่อยสักอย่าง 555555 เค แล้วก็ไปมินิมาร์ตใกล้ๆซื้อของใช้ และน้ำเปล่า ในเวียดนามเนี่ยจะเห็นแต่มินิมาร์ตนะ ที่ไปมาเจอเซเว่นแค่ที่เดียว ของในมินิมาร์ตก็ถูกกว่าที่ไทยนะ พวกโฟมล้างหน้า ยาสีฟัน ยาสระผมอะไรแบบนี้ ออกจากมินิมาร์ตมา ก็ไปที่สวนอีก นั่งให้เวลามันผ่านไป ตอนเย็นๆที่นี่คนมาออกกำลังกายกันเยอะมาก ที่นั่งอยู่มันเป็นลานโล่งๆ เราก็เห็นคุณลุงคุณป้า คุณพี่ เด็กๆ วัยรุ่นมาออกกำลังกาย เดินรอบสวนบ้าง เอาตะกร้อมาเล่นกันบ้าง วอลเล่บอลบ้าง พีคสุดคือ เค้าขนเสาและเน็ตมาเอง แล้วเล่นแบตกัน เออเจ๋งดี เหมือนเป็นชมรมอะไรสักอย่าง 55555 แต่คนออกกำลังกายเยอะจริงๆนะ ก็นั่งดูเค้าเล่นไป มีคนเวียดนามมาขอให้ถ่ายรูปให้เค้าด้วย แบบพูดเวียดใส่ละยื่นโทรศัพท์มาให้ นี่ก็ไปถ่ายให้เค้าแบบงงๆ พอเสร็จ เราก็พูดอังกฤษใส่ นางก็เอ๋อไปแปป ละขำแล้วเดินหนีไปอย่างเร็ว เราก็เออขำๆ นั่งไปสักพัก อาเจ๊คอร์ดแบตฝั่งเรา ทะเลาะกับลุงคอร์ดแบตที่อยู่อีกวงนึง ทะเลาะแบบฉ้งเฉ้งมาก ชี้หน้าด่ากันเลยงี้ คนก็มาห้ามๆ คือนี่ก็นั่งดูแบบอยากฟังออกมาก เค้าด่าอะไรกัน นี่ก็นั่งเอ๋อๆ ดู 55555 ลุงๆคนอื่นที่เล่นแบตอยู่ก็แบบงานกร่อยเลย 5555

IMG_8995

ก็อยู่ตรงนั้นจนเย็น เดินต่อ แถวๆนั้นแหละ เจอห้าง แบบอยู่ใต้ดิน ถ้าจำไม่ผิดชื่อ TAKA PLAZA มั้งนะ โอเคสวรรค์ เสื้อผ้าก็ราคาพอๆกับบ้านเรา มีเสื้อผ้า รองเท้า อะไรแบบนี้ เราก็ไปหยุดที่ร้านหนังสือ เราชอบมาก มีที่นั่งอ่านหนังสือและร้านกาแฟในร้าน

IMG_8998

เราก็ไปนั่งอ่านหนังสือภาษาอังกฤษและชาร์จแบตโทรศัพท์  นั่งได้เป็นชั่วโมงเลย แล้วก็กินข้าวเย็นในนั้นแหละ เป็นเคบั่บ นี่ก็พีค คือสั่ง2เซ็ต แต่ได้เซ็ตละ2ชิ้น อีผี คือกินไม่หมดและเพิ่มตังค์ไหมละ 55555 เอาเหอะ

IMG_9002

แล้วก็เดินกลับไปที่ร้านที่ฝากกระเป๋าไว้ คือแถวนั้นสองข้างถนนจะมีแบบเค้านั่งกินเบียร์ กินบาร์บีคิว ดูคนเดินไปเดินมา อารมณ์ข้าวสารอ่ะ คือนี่ก็ไปนั่งที่ร้านจองตั๋วอ่ะแหละ เค้าก็เอาเก้าอี้มาให้ ก็นั่งดูไปเป็นชั่วโมงๆ คือก็พีคดีแบบอ่า มันเป็นถนนก็มีรถไปมาตลอดเวลา แต่ก็มีคนเดินเต็มถนนด้วย บางร้านเรียกลูกค้าก็มีโชว์พ่นไฟกลางถนนงี้ แบบเดินไปห้ามรถกลางถนนแล้วพ่นไฟเฉย คือพี่งงมาก แบบนี้ก็ได้หรอ รถก็บีบแตรกันไปเหอะ 55555555555 แล้วมีเด็กคนนึงน่าจะสักสี่ขวบอ่ะ มาแรปโชว์ อย่างเจ๋ง แต่ก็ฟังภาษาเวียดนามไม่ออกหรอก ก็เลยถ่ายวิดีโอเก็บไว้ อีกอย่างคือที่นั่นแบบอ้ปป้าเต็มไปหมด งานดีมากๆ ฝรั่งก็งานดีทั้งผู้หญิงผู้ชายค่ะ ส่องเพลิน 55555 นี่ก็นั่งรอจนเกือบเที่ยงคืน เค้าก็พาไปจุดจอดรถ FUTA BUS นั่งรอ ก็เจอครอบครัวคนไทย แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย ตอนนั้นก็เหนื่อยและง่วง พอรถมาก็งงแบบอ่าว ทำไมรถตู้ งงมาก แล้วนี่ได้นั่งหน้าตรงกลางอึดอัดแบบสุด แต่ก็แบบเออก็ได้วะ 555555 นั่งออกไปนอกเมืองสักพัก รถจอดข้างทางแล้วให้เปลี่ยนรถ คือรอเปลี่ยนรถเกือบชั่วโมง สุดท้ายรถนอนของเราก็มา ขึ้นรถตอนตีหนึ่งกว่าๆ แล้วหลับยาวเลยจ้า เป็นรถนอนที่นอนสบายมากๆ  ตื่นอีกทีคือเช้าที่ดาลัตแล้ว ผ่านวันแรกไปอย่างสาหัสสากันจ้า