เอาเป็นว่าเราจะเปิดเรื่องด้วยประโยคที่เลี่ยนทุกๆ ครั้งในการเริ่มต้นเล่าเรื่องก็แล้วกันนะ ถือว่าเป็นกิมมิคในการเล่าเรื่องของเราไปโดยปริยาย หวังว่าคุณผู้อ่านที่น่ารักจะไม่เบื่อไปก่อน
ประโยคเลี่ยน ๆ นี้เราหมายถึงโรงหนังอิสระ หรือ Independent Cinema ที่อังกฤษน่ะนะ จริง ๆ ก็เกี่ยวข้องกับผู้ชายคนหนึ่งด้วย แต่เราก็จะไม่พูดถึงเขาไปมากกว่าการที่เขาทำให้เราตกหลุมรัก และค้นพบเหล่าโรงหนังอิสระต่าง ๆ เหล่านี้ในช่วงเวลาที่อยู่ประเทศเกาะนั่นหรอก
การที่เรามาเล่าเรื่อง Independent Cinema นี่ก็เพราะว่าได้ไปโรงหนังหนังอิสระแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มาซึ่งก็คือ Doc Club & Pub. นั่นเอง ซึ่งทำให้เราหวนนึกไปถึง Close-Up โรงหนังอิสระเล็ก ๆ สองชั้นในย่าน Brick Lane ย่านสุดติสท์ สุดฮิปสเตอร์ ที่วันดีคืนดีก็มีคนแต่งตัวเหมือนหลุดออกมาจากยุค 70s 80s เดินสวนเราไป จนบางครั้งเราก็รู้สึกว่าหรือเราย้อนเวลา หรือทะลุมิติมาช่วงวง The Beatles กำลังรุ่งโรจน์อยู่หรือเปล่า แต่เอาเถอะที่นี่มีทั้งคาเฟ่ ขายแอลกอฮอล์ซึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นผับแบบอังกฤษนั่นแหละ (ไว้เราจะเล่าเรื่องความแตกต่างของคำว่า Pub และ Night Club อีกทีก็แล้วกันนะ) นอกจากนี้ Close-Up ยังเป็นห้องสมุดที่มีหนังสือเกี่ยวกับหนังเต็มไปหมด และแหล่งเก็บรวบรวมแผ่น DVD และ CDs ของหนังอีกเป็นร้อยเรื่องเห็นจะได้ เรียกได้ว่าสวรรค์ของคนชอบหนังเลยทีเดียว เราก็ไม่พลาดที่จะเป็นสมัครสมาชิก (£10/month) ซึ่งเราก็ถือโอกาสนี้เรียนฟิล์มผ่านการไปยืมหนังสือเกี่ยวกับหนังมาอ่านอยู่บ่อย ๆ และไปดูหนังที่ทางโรงนำมาฉายบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งในช่วงนั้นก็เป็นช่วงของ Jean Luc-Goddard ผู้กำกับหนังชาวฝรั่งเศสแนว French New Wave หรือ La Nouvelle Vague ซึ่งกลายมาเป็นอีกหนึ่งผู้กำกับคนโปรดของเราด้วย บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างจะทีบ และมืด ด้วยการตกแต่งที่ใช้ไม้เป็นหลัก ตั้งแต่พื้นไม้สีดำ ตู้หนังสือไม้ เคาท์เตอร์บาร์สีดำ และโซฟาสีน้ำตาล Gingerbread แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น และลึกลับ ไม่สะดุดตานัก แถมทุกครั้งที่เราไปก็ยังได้พูดคุยเรื่องหนัง เรื่องหนังสือกับบาริสตาร์/บาร์เทนเดอร์/บรรณารักษ์ และคนขายตั๋วหนัง เรียกได้ว่าพนักงานที่ร้านเป็นคุณรุจเลยทีเดียว อยู่คนเดียวแต่ทำทุกอย่าง แต่หนังหลายรอบที่มักไม่ได้อยู่ในกระแสแล้ว หรือเป็นหนังเก่า หนัง classic ก็กลับถูกจองเต็มเกือบทุกรอบ และทุกเรื่องในโรงที่ความจุประมาณ 150 กว่าคนเห็นจะได้ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจมากว่า โรงหนังอิสระเล็ก ๆ แบบนี้แต่ผู้คนที่สนใจกลับไม่เล็กตาม แต่นี่คือลอนดอน เมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ถึงอากาศจะแย่แบบทำคนเป็นโรคซึมเศร้ากันมานักต่อนัก แต่ด้านศิลปะ วัฒนธรรมกลับทำให้เมืองนี้สดชื่นขึ้นผิดกับอากาศ



จริง ๆ แล้วโรงหนังอิสระในลอนดอนมีเยอะมาก ๆ อีกที่หนึ่งที่เราไม่พูดถึงเลยคงไม่ได้คือ Prince Charles Cinema ที่ตั้งอยู่ใจกลาง Chinatown ซึ่งเป็นอีกสถานที่ประจำของเรา เรียกได้ว่าไปเกือบทุกอาทิตย์ก็ว่าได้ Prince Charles Cinema เป็นโรงหนังแบบโรงหนังจริง ๆ ไม่มี pub ไม่มี café ไม่มีห้องสมุด ทั้งหมดทั้งมวลมีสองโรงอยู่ด้านใน แต่ทั้งสองโรงก็กินพื้นที่ชั้นบน และชั้นล่างอย่างเต็มที่ หนังที่มักนำมาฉายก็หลากหลาย แต่ไม่เก่า และ niché เท่า Close-Up เรื่องที่เราไปดูจากที่นี่ก็คือ Three colours Trilogy ที่เรานั่งดูยาว ๆ ในโรงแบบมาราธอน 6 ชั่วโมงเต็ม และหนังคนเหงาแห่งฮ่องกงหลายเรื่องของผู้กำกับหว่อง กาไว ภายใต้ Campaign World of Wong Kar-Wai แต่ราคาค่าหนังของที่นี่ก็เท่ากับโรงหนัง chain ที่อื่น ๆ แต่ข้อดีคือ มีหนังนอกกระแส และหาดูได้อยากจากแพลตฟอร์ม Streaming ในกระแสหลัก


มีครั้งหนึ่งที่เราไปดูหนัง Grade B ที่ Independent cinema แถว Whitechapel (คำเตือน โปรดอย่าไปคนเดียวในช่วงเวลากลางคืน เพราะเป็นย่านที่อาชญากรรมสูง) ชื่อโรงว่า Genesis ที่นี่เขาจัด Bar Trash ทุกวันอังคารเห็นจะได้ ถ้าจำไม่ผิด ค่าตั๋วถูกเหมือนแจกฟรี แล้วโรงหนังจะได้อะไรหล่ะ ก็ได้เงินจากค่าอาหาร และเครื่องดื่มยังไงหล่ะ ชื่อก็บอกว่า Bar ขออธิบายสั้น ๆ เลยก็แล้วกันนะ Bar Trash เนี่ย ก็จะเอาหนัง cult หรือแนว ๆ หนัง grade b มาฉายกับโปรเจคเตอร์เล็ก ๆ บริเวณบาร์ เราก็สามารถที่จะดื่มไป ดูหนังไป แล้วก็มีการพักครึ่งเพื่อพูดคุยกับ moderator/ผู้จัดงาน เล่นเกมชิงรางวัล เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมดูหนังแบบสนุก ๆ ที่ทุกคนสามารถรู้สึกมีส่วนร่วมได้ และการดื่มไปดูไปก็ทำให้เราสนุกกับเหล่าหนังเกรดบีได้อย่างไม่ยาก “When you watch this B-series, you probably need to drink one or two pints so you can enjoy it more.” นี่คือคติของการไปดูหนังเกรดบีแบบคร่าว ๆ ที่นั้่น เป็นอีกคอมมูนิตี้นึงที่สนุก และตลกมาก เราชอบงานอะไรแบบนี้จริง ๆ นะ คือนอกจากหนังมันจะแปลก และทุนต่ำ หรือ low budget แบบสุด ๆ แล้ว ไอความแปลก และตลกแบบไม่สมเหตุสมผลของหนังนี่แหละที่เป็นเสน่ห์ให้คอมมูนิตี้นี้ครึกครื้นแทบทุกสัปดาห์ ส่วนหนังเรื่องที่เราไปดูวันนั้นหน่ะหรอ ชื่อเรื่องว่า The Alien Factor (Don Dohler, 1978) เรียกได้ว่าเป็นหนังสัตว์ประหลาด sci-fi ต้นทุนต่ำ cult และโดดเด่นด้านชุด DIY แบบสุด ๆ ถึงแม้เทคนิคการปล่อยลำแสงเลเซอร์หรือการใช้ CG ต่าง ๆ จะดูก๊องแก๊งแบบสุด ๆ เมื่อเทียบกับปัจจุบัน แต่ด้วยความก๊องแก๊งของมันนี่แหละที่ทำให้หนังสนุก และตลกแบบสุด ๆ ไปเลย นอกจากนี้บทพูด Screenplay และนักแสดงยังเข้ากันได้อย่างดีเยี่ยม นับเป็นอีกประสบการณ์ที่ดี
โรงหนังอิสระเหล่านี้ ไม่ได้มีแต่ในลอนดอนเท่านั้นในเมืองอื่น ๆ ที่เราไป รวมถึง Sheffield เองก็มีอยู่บ้าง และจากการพูดคุย รวมถึงฟังเขาคุยก็พบว่ารัฐบาลได้ให้การสนับสนุนในช่วงโควิด และสถาบันเกี่ยวกับภาพยนตร์ต่าง ๆ ของอังกฤษก็ค่อนข้างจะเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็น BAFTA (British Academy Film Awards), BIFA (British Independent Film Awards), Barbican centre หรือ BFI (British Film Institue) โดยจะสังเกตได้ว่าในวงการภาพยนตร์ ณ ตอนนี้ หนังส่งออกจากอังกฤษนั้นกำลังมาแรงเลยทีเดียว
ทั้งหมดทั้งมวล เราก็หวังว่าสักวันหนึ่ง Independent Cinema ในไทยจะได้รับการสนับสนุน และอยู่ได้ ตอนนี้เราก็แอบยืม resolution ของคนที่ทำให้เรา into independent cinema ได้ขนาดนี้ นั่นก็คือ สนับสนุน Independent cinema ให้ได้มากที่สุด ถ้าดูหนัง box buster ก็ต้องไปดูที่ Independent cinema แต่ถ้าจะไปดูโรงหนัง chain ต้องไปดู Independent film
มาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านที่น่ารักคงจะไม่แปลกใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมเราถึงรักคนคนนั้นมากขนาดนี้ 🙂
วันนี้ก็ขอจบแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน แล้วเจอกันใหม่เรื่อง Pub Vs Night club Vs Bar ก็แล้วกันนะ
Pearl ♡





































เจ้าซามอยข้างโรงแรม แคปมาจากวิดีโอที่เราถ่ายส่งให้แม่ดู 555555
ถ่ายตอนบ่ายที่ตั้งใจเดินไป



















