Review South Vietnam Trip EP.2 Dalat 0.1
วันที่สอง รถนอนสุดspecial ที่เราไม่เคยนั่งมาก่อน และไม่คิดว่าจะนอนสบายขนาดนี้ มาถึงดาลัต เมืองที่เรารักมากๆ เป็นเมืองที่ใช้ชีวิตslow life ได้อย่างแท้จริง
รถมาจอดที่ท่ารถ คล้ายๆขนส่งบ้านเราอ่ะแหละ คือจะแนะนำว่าควรเช็คสภาพอากาศมาดีๆนะคะ เพราะว่าอย่างดาลัตเนี่ย หนาวจริงไม่อิงนิยาย ลงจากรถก็สัมผัสความหนาวที่ประเทศไทยโหยหามากๆ ดีที่เราเตรียมเสื้อกันหนาวไป แต่มันอยู่ในกระเป๋า…
พอลงรถตอน6โมงเช้า ซึ่งมันเช้ามาก ก็จะมีคนมาเสนอรถต่างๆ เราก็ยืนๆดูโรงแรมกันอยู่ก็มีลุงสองคนมาถามว่าจะไปไหน ก็ยื่นชื่อโรงแรมและที่อยู่โรงแรมให้ เค้าก็โอเคๆ ตามมา นี่ก็นึกว่าแท็กซี่ เปล่าค่ะ มอเตอร์ไซค์จ้า คือจะยกเลิกเค้าก็ไม่ทันแล้วไง เออ ก็ตกลงราคา จ่ายไปคนละ 40,000 ดอง ภาษาอังกฤษในเวียดนามค่อนข้างลำบากในการใช้ คุยกับคนธรรมดา หรือชาวบ้าน คือเค้าแทบไม่รู้เลยจริงๆ ก็เหมือนประเทศไทยนั่นแหละ แค่คุยราคายังสื่อสารกันผิดเลย
พอนั่งมอเตอร์ไซค์ใช่มั้ย คุณก็จะได้สัมผัสความหนาวแบบ10 10 10 ไปเลยจ้า แล้วตอนเช้านี่โคตรหนาว สั่นอ่ะ 5555555 แต่ก็รู้สึกดี คือเห็นพระอาทิตย์ขึ้นนิดๆ แล้วเมืองเค้าคือสวยมากๆ ถ้าพูดเวียดนามได้ก็จะไปอยู่ ชอบเมืองนี้มากจริงๆ เหมือนจำลองบ้านเมืองของยุโรปมาไว้ที่นี่ บวกกับอากาศเย็นๆ ฟินมากๆ รู้สึกตื่นเต้นไปหมด ทั้งๆที่ก็ยังง่วงอยู่ เห็นโบสถ์ บ้านสีลูกกวาด ดอกไฮเดนเยียร์ข้างทาง สวรรค์ในการหนีร้อนช่วงเดือนเมษายนมากๆค่ะ แต่เราไปปลายมิถุนายนซึ่งเป็นหน้าฝน… 55555
ก็วนหาโรงแรมกันอยู่สักพัก โอเค ลุงก็พาเรามาจอดหน้าโรงแรม แล้วเช้าขนาดนี้ ก็ยังเช็คอินไม่ได้นะคะ เราก็กดกริ่ง คือเหมือนปลุกพี่ที่เค้านอนเฝ้าโรงแรม 555555 รู้สึกผิดนิดหน่อย แต่ข้างนอกมันหนาว อากาศตอนเช้าวันนั้นน่าจะประมาณ 13 องศามั้งนะ พอเข้าไปก็โอเคยังเช็คอินไม่ได้ ก็นั่งรอตรงล็อบบี้นั่นแหละ โรงแรมที่ไปพักคือ Gia Khang Hotel คือเป็นโรงแรมเล็กๆที่ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองมากเท่าไหร่แต่ดีมากๆๆๆๆๆ ราคาไม่แพงด้วย อ่าโอเค เราก็นั่งเล่น เค้าก็อำนวยความสะดวกให้เราเต็มที่ ห้องน้ำเอย ปลั๊กไฟชาร์จแบตเอย ต่างๆ ดีมาก วายฟายก็พร้อม เราก็นั่งเล่นไปจนเบื่ออ่ะ ก็เลยออกไปเดินดูรอบๆคนเดียว เพราะเพื่อนขอหลับ คือเป็นเมืองที่ดูค่อนข้างปลอดภัย แบบเดินไปไหนก็รู้สึกว่าจะไม่โดนปล้น อากาศก็ดี พอใส่เสื้อกันหนาวก็เดินเล่นได้เรื่อยๆ ก็เลยเดินออกจากซอยโรงแรมไปทางโบสถ์ที่ตอนแรกผ่านมา ผ่านสถานที่ราชการอะไรไม่รู้ เพราะไม่มีภาษาอังกฤษบอกเลย แต่มีทหารเฝ้าตรงป้อมยามทางเข้า ตอนเช้าที่นี่รถไม่ค่อยเยอะ แต่วิถีชีวิตคนที่นี่ก็เหมือนที่ไทยมาก พ่อแม่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งลูกที่โรงเรียน คนเริ่มมาทำงาน มีร้านขายขนมปังที่เรียกว่า Banh Mi เป็นบาร์แก็ตที่มีไส้ซูปหมูเผ็ด กินอุ่นๆในอากาศเย็นๆกับกาแฟอร่อยดี ราคาไม่แพงด้วย จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่ มีร้านข้าวราดแกง ร้านก๋วยเตี๋ยว เราเดินไปอีกทางก็เจอแบบทางเข้าหมู่บ้าน ก็เดินไปดู เดินคนเดียวนี่แหละ เดินไปเรื่อยๆ เข้าซอยหมู่บ้าน คือเป็นหมู่บ้านที่ปลูกบ้านตามไหล่เขา ตามความสูงต่ำของพื้นที่ แต่ละบ้านสวยมาก เป็นบ้านที่มีพื้นที่ไม่เยอะ จะเน้นไปทางความสูงมากกว่า สองสามชั้นว่ากันไป แล้วเป็นสีพาสเทล ตรงระเบียงมีต้นไม้ดอกไม้ น่ารักมากๆ เหมือนยุโรปจริงๆ ดูเป็นเมืองที่เงียบๆ แต่ก็มีเสียงแตรอยู่ไม่ขาด ยกเว้นตอนกลางคืน คือเงียบจริงจัง


เดินเล่นไปสักพักก็เดินกลับ ไปชวนเพื่อนออกมาเดินเล่นด้วยกัน เดินไปในซอยโรงแรมนั่นแหละ ก็เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เหมือนซอยในเกาหลีมาก เวลาดูซีรีย์แบบนี้ที่ต้องเดินขึ้นเนินในซอยกลับบ้าน 5555 เจอร้านขายเสื้อกันหนาวด้วย แล้วก็มีร้านขายอาหารเช้า ร้านที่วางเตาไว้ที่พื้น และนั่งเก้าอี้เตี้ยๆกินเฝอ อะไรแบบนี้ เราซื้อBanh Mi มากิน และเข้าคาเฟ่แถวๆโรงแรม สั่งกาแฟเวียดนาม คือมันขมมาก 5555555 ปกติเราชอบกินกาแฟอยู่แล้ว แต่มาเจออันนี้คือยอม มันเหมือนมีกลิ่นสมุนไพรอะไรสักอย่างอยู่ในกาแฟด้วยอ่ะ กินแล้วรู้สึกแปลกๆ แต่ก็เข้มมากเหมือนกัน

ก่อนเข้าโรงแรม ก็เจอเจ้าหมาซามอยตัวยักษ์อยู่ที่บ้านข้างๆโรงแรม คือน่ารักมาก เราก็แวะเล่นกับน้องมา เป็นหมาที่จิตใจดี อยากเอากลับมาเลี้ยงเลย ><” เรากลับเข้ามาโรงแรมตอนเกือบๆ 10 โมง พอเข้ามา พี่ที่เคาท์เตอร์ก็บอกว่ามีห้องแล้ว เช็คอินได้เลย โอเค เย้ จะได้อาบน้ำนอนแล้ว ขอนอนก่อนแล้วตอนบ่ายๆไปเที่ยวต่อ ห้องที่นี่ดีมากๆ สะดวดสบายในราคาคนละประมาณ800บาทรวมสองคืน ที่นี่ไม่ต้องใช้แอร์เลย แค่น้ำอุ่นก็เพียงพอ ตอนกลางคืนอากาศเย็นกว่าตอนกลางวันมากๆ ผ้าห่มและเสื้อกันหนาวคือสิ่งจำเป็นมากๆค่ะ 5555555
เจ้าซามอยข้างโรงแรม แคปมาจากวิดีโอที่เราถ่ายส่งให้แม่ดู 555555
ตอนบ่ายหลังจากนอนพักเอาแรงเรียบร้อยแล้วเราก็เริ่มเที่ยว โดยที่แรกที่เราไปคือ โบสถ์คาทอลิกนั่นเอง ซึ่งตอนนี้ถ่ายรูปได้แล้ว เพราะมีเพื่อนมาด้วย แต่ว่าเค้าปิดไม่ให้เข้าไปข้างใน เลยได้แต่เดินอยู่รอบๆ แล้วก็คิดกันว่า จะไปไหนต่อดี ก็เลยเปิดGoogle หา เจอตลาดดาลัต โอเคไป เปิดแมปเอา 555555 ก็เดินตามไป ตอนแรกคือคิดว่าไกลมาก แต่พอลองเดินอีกรอบในวันที่3 ก็คิดได้ว่าใกล้กว่าสถานที่ที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นการเดินที่ปวดขามาก ไม่มีเหงื่อออกใดๆเพราะอากาศเย็นและฟ้าครึ้มมาก แต่เดินไปแล้วท้อว่าจุดหมายปลายทางอยู่ตรงไหน5555555555 ก่อนอื่นขอเล่าที่ตลาดดาลัตก่อน

ถ่ายตอนเช้าที่นั่งมอเตอร์ไซค์ผ่าน
ถ่ายตอนบ่ายที่ตั้งใจเดินไป
ตลาดดาลัตถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกาดหลวง หรือตลาดวโรรสเลย เหมือนมากๆ มีเสื้อผ้า ของสดของแห้ง ดอกไม้ ต้นไม้ ผลไม้ ของต่างๆในเวียดนามเหมือนไทยมากๆ เสื้อผ้า ของใช้ ราคาพอคำนวณแล้วก็พอๆกับที่ไทย โดยส่วนตัวชอบตลาดต้นไม้ข้างถนนมาก คือดาลัตเป็นเมืองหนาว เหมาะแก่การเติบโตของต้นไม้พวก Succulent หรือพืชอวบน้ำ และที่นี่มีเยอะมาก สวรรค์ของเราสุดๆ มีร้านขายต้นไม่อยู่ 5-6 ร้าน Succulent เต็มไปหมด สวยมากๆ อยากซื้อกลับไทย มากๆ แต่ทำได้แค่มอง และถ่ายรูปมา แล้วก็ดอกไม้ที่นั่นดอกใหญ่มาก สวย เพลินกับการดูต้นไม้มากค่ะ อ่อแล้วก็ที่ตลาดดาลัต มีอะโวคาโดขายเยอะมากๆ ถ้าคนที่ชอบอะโวคาโดไปน่าจะฟินอยู่นะ

ตอนเดินไปตลาดดาลัต ก็จะผ่านเมืองประมาณนี้

รถสีเขียวๆนั่นคือรถแท็กซี่นะคะ ที่ไว้ใจได้คือ Vinasun กับ Mailinh
CHO DALAT เดาเอาว่า CHO น่าจะแปลว่าตลาด

สวรรค์ของคนรัก เจ้า Succulent สวยๆ

ดอกไม้เต็มไปหมดดด

หลังจากเดินดูตลาดดาลัตแล้ว ก็เดินออกมาเจอหนองน้ำ และเห็นที่ปั่นเรือเป็ดอยู่ไกลๆ ซึ่งมันก็ไม่ใช่แนวเรากับเพื่อนที่จะไปปั่นเรือเป็ดกันสองคน มันเหมาะกับคนที่มาเป็นคู่ แบบ สร้างโลกสีชมพูกันสองคนเว้ย ซึ่งเราไม่มี… 5555555555 ก็เลยคุยกันว่าเราเดินกันเถอะ สำรวจแถวๆนี้ไปด้วย ก็เลยเดินเล่นตามทางที่เค้าทำไว้ให้เดิน ที่นี่จะออกแนวเป็นสวนสาธารณะและสถานที่ท่องเที่ยวไปในตัว แล้วก็จะมีรถม้าคอยให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ด้วย แต่เรามั่นใจในการเดิน ความจริงคือไม่อยากเสียตังค์ 55555 ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ และมันก็เรื่อยๆมากจริงๆ เดินไปด้วยความเชื่อที่ว่าเดียวมันต้องมีจุดข้ามไปอีกฝั่งนึงได้ แต่ว่าจุดนี้ต้องร้องเพลงไกลแค่ไหนคือใกล้แล้วล่ะ
‘แต่ทำไมเดินมาเนิ่นนานไม่ถึงสักที แต่ทำไมมองดูเส้นทางเหมือนยาวออกไป อยากรู้ว่าฉันต้องทำตัวอย่างไร อีกไกลแค่ไหนจนกว่าฉันจะใกล้บอกที ‘

บรรยากาศการปั่นเรือเป็ดที่ Ho Xuan Huong Lake


รถม้าเวียดนาม

อีกไกลแค่ไหนจนกว่าฉันจะใกล้
เดินกันจนท้อ หันหน้ามามองหน้าเพื่อนแล้วถามกันว่าสรุปแล้วมันจะข้ามไปอีกฝั่งได้จริงๆหรอวะ 5555555555555555 สุดท้ายที่พึ่งหนึ่งเดียวคือgoogle map เพื่อนรัก และค้นพบความจริงว่าทะเลสาบนี้เป็นวงรีจ้า แต่เป็นวงรีที่กว่าจะวนครบรอบใช้เวลาเดิน2ชั่วโมง โอ้ยยย จุดนั้นคือขาตายไปเลย ไม่มีความร้อน แต่เมื่อยและหิวน้ำมากๆ เดินไปบ่นไป จะขึ้นแท็กซี่กลับอยู่หลายรอบ แต่ก็ขำไปด้วย คิดว่าทำไมกูต้องมาเดินแบบนี้ แต่เราก็เดินมาครบรอบจนได้ และโชคดีที่อีกฝั่งมีเก้าอี้ให้นั่ง เป็นสวนสาธารณะที่มีลานกิจกรรม และมีบิ๊กซีอยู่ชั้นใต้ดิน ตรงลานจะมีสถาปัตยกรรมแปลกๆที่ไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไร อาจจะเป็นแลนด์มาร์คทำนองนี้อยู่ ช่วงเย็นๆคนเยอะมาก มาเดินออกกำลังกาย มาพักผ่อน มาซื้อของ บริเวณลานจะเห็นมีเด็กมาเล่นสเก็ตบอร์ด ส่วนตัวคิดว่าประเทศเวียดนามที่เป็นการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์จัดการพื้นที่ส่วนรวมได้ดีมากๆ และทุกคนก็มาใช้พื้นที่ส่วนกลางอย่างคุ้มค่ามาก เราก็ยังคงเดินกันต่อเรื่อยๆ เริ่มเดินเวลาบ่ายสามโมง วนกลับมาถึงที่เดิมเวลาหกโมงเย็น ที่ช้าคือมัวนั่งพัก มองผู้คนผ่านไปผ่านมา

นังทะเลสาบ Ho Xuan Huong ตัวดี 5555

ลานอเนกประสงค์และบิ๊กซี
ที่สังเกตได้อีกอย่างหนึ่งคือ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนเวียดนามด้วยกันเอง อารมณ์เที่ยวเวียดนาม ใช้ของเวียดนาม แบบนั้นเลย 55555 คุ้นๆแฮะ ช่างเถอะ สุดท้ายเราก็กลับมานั่งกินข้าวมันไก่ทอด ที่ทอดแบบแห้งจนเกือบแข็งตรงข้างซอยโรงแรม แต่ก็ถือว่ารสชาติโอเคอยู่ สุดท้ายเราก็กลับโรงแรม และอย่างที่บอกว่าที่นี่ตอนกลางคืนอากาศเย็นจนเรียกได้ว่าหนาว ไม่ต้องใช้แอร์ก็นอนหลับฝันดีได้ค่ะ

ข้าวมันไก่ทอดที่ในเมนูเขียนว่าDeep fried


วิวตอนเย็นและตอนกลางคืนจากชั้น4 ของhostel
EP.หน้าจะไปเที่ยวอย่างจริงจังตามสถานที่แนะนำของเมืองดาลัต แต่ก็ยังคงความสโลว์ไลฟ์ของตัวเราเองไว้ไม่เปลี่ยน ขอบคุณที่ติดตามค่ะ J





