ถ้าบอกว่าเรื่องนี้ เขียนให้เธอ เธอจะเชื่อไหม
ขึ้นต้นได้เลี่ยน และเชยชะมัด การเอาเนื้อเพลงมาแปลงให้เข้ากับเรื่อง ก็คงมีแต่พวก copywriter หรือพวกนักเขียนเท่านั้นแหละที่ยังทำอยู่ แต่เอาเถอะ เรื่องที่เราอยากจะเล่า ก็อยากเล่าให้เธอได้อ่านจริงๆ ยังไงก็ตาม ก็ขอให้อดทนกับการเขียนภาษาไทยที่มันมีเค้าโครงการเรียบเรียบแบบภาษาฝรั่งปนอยู่บ้างสักหน่อย เพราะว่าสิ่งแวดล้อมที่เคยอยู่มันก็มีผลกับความคิดมากๆ เลยล่ะนะ
เธออยากรู้อะไรล่ะ ฉันจะได้เริ่มเล่าถูก ชีวิต ความเป็นอยู่ ผู้คน บ้านเมือง วัฒนธรรม หรือการใช้ชีวิตที่เหมือนขึ้นเครื่องเล่น roller coaster ของฉันกัน แต่เอาเป็นว่าจะพยายามเล่าหลายๆ อย่างรวมกันก็แล้วกัน ชีวิตที่เหมือนละครของฉันหน่ะ มันมีอยู่จริงนะ
จุดเริ่มต้น
จะบอกว่าแค่เริ่มต้น ชีวิตการย้ายไปอยู่ประเทศเกาะ (เกาะอังกฤษ) ของฉันมันก็เหมือนในละครแล้ว แม่ตาย ได้มรดกแล้วไปเรียนต่อ ฉันขอข้ามรายละเอียดความรู้สึกยิบย่อยตรงนี้ไปที่วันแรกเลยก็แล้วกัน วันแรกที่ไปความทุลักทุเลหลายอย่างก็ประดังประเดเข้ามา โดยเริ่มที่ฝนตก ใช่ สภาพอากาศของอังกฤษเป็นที่เลื่องลือกันในเรื่องของฝนตก ท้องฟ้าสีเทา หนาว และโคลน มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ แต่ขอแจ้งให้ทุกคนทราบอีกอย่างว่า ลมแรงเป็นบ้า ผู้หญิงเอเชียสูง 160 เซนติเมตรคนหนึ่งกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบ และเป้อีกหนึ่งใบ รวมทั้งโค้ทหนารุงรัง ทุกอย่างมันดูพะรุงพะรังไปหมด ฝนตก ทุกคนชอบฝน หากได้นอนนิ่งๆ อยู่ภายในบ้าน สอดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม หรือ นั่งดูทีวีจิบชา จิบกาแฟร้อน ฝนเป็นตัวสร้างบรรยากาศที่ดี แต่ไม่ใช่กับการเดินทาง และนั่นทำให้ฉันเริ่มรู้ชะตาชีวิตในเมืองที่ฝนนึกจะตกก็ตกลงมาเสียดื้อๆ แห่งนี้ เริ่มต้นได้ด้วยดี เปียกมะล่อกมะแล่กเหมือนหมาตกน้ำ รูปภาพข้างล่างนี้ไม่ใช่วันแรกของฉัน แต่ฉันอยากให้เธอได้เห็นภาพความอึมครึม และสิ่งที่เราเรียกว่า Grey weather มันเป็นยังไง

Peak District National Park, Hope Valley, UK
วันอาทิตย์คือวันหยุดที่แท้จริง
หลายคนอาจจะเคยชินกับการอยู่ไทยที่ทุกวันก็เหมือนกัน ร้านข้าว และร้านต่างๆ แทบจะไม่มีวันหยุดเลย เราสามารถทำอะไรตอนไหนก็ได้ แต่ที่อังกฤษไม่ใช่ วันอาทิตย์คือวันที่ร้านค้าส่วนมากปิด ทั้งๆ ที่ถ้าตามตรรกะแล้ว เขาควรจะเปิดวันอาทิตย์ให้เหล่ามนุษย์เงินเดือน และนักเรียนที่ทำงานและเรียนจันทร์ถึงศุกร์ได้ไปจับจ่ายใช้สอย แต่ร้านมักจะปิด ปิดเร็วขึ้น หรือเปิดแค่ครึ่งวัน จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีคำอธิบายอยู่ เนื่องจากวันอาทิตย์คือวันที่ประชาชนไปโบสถ์ นั่นเลยกลายเป็นวันหยุดไปโดยปริยาย ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องใช้เวลาสักหน่อยกว่าจะปรับตัวได้เลยทีเดียว ทั้งการที่ร้านค้าปิดเร็ว โดยเฉพาะเหล่า supermarket ทั้งหลายที่เวลาสี่โมงห้าโมงเย็นก็ทะยอยปิดกันหมดแล้ว แต่ใครที่อยู่ลอนดอนก็ไม่ต้องกังวลมากนัก ยิ่งย่านช้อปปิ้งอย่าง Soho ก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีวันหลับกันเลยทีเดียว แต่ก็ต้องศึกษากันอยู่ดีนะว่า supermarket ใกล้บ้านคุณปิดวันอาทิตย์กี่โมงกัน เพราะเชื่อฉันได้เลยว่าเขาปิดเร็วขึ้นแน่ๆ เพราะ ASDA ใหญ่ใกล้บ้านเช่าเราในลอนดอนก็ปิดตอน 5 โมงเย็นวันอาทิตย์ โดยไม่สนว่าลูกค้าจะเอาเงินมาให้หลังจากนั้นเลย ในส่วนของคน วันอาทิตย์ก็ไม่ได้เป็นวันที่ผู้คนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านกันมากนัก ยกเว้นจะเป็นวันที่อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส ร้านคาเฟ่ brunch และเหล่าสวนสาธารณะจะคึกคักมากเป็นพิเศษ ส่วนภาพนี้ ฉันก็ไม่แน่ใจนักว่ามันเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ แต่แค่อยากจะบอกว่า park หรือ national park ก็ตามในวันที่อากาศดีมันดีชะมัดเลย

United Kingdom
วันนี้เอาเรื่องเล่าของฉันไปเท่านี้ก่อนก็แล้วกันนะ ไม่ค่อยอยากจะเล่าให้มันยืดยาว แค่หนึ่งหน้ากระดาษเอสี่ และอ่านเป็นตอนๆ น่าจะสนุกกว่า เรื่องเล่าของฉันมันก็จะมีทั้งดี และไม่ดีปนกันไปแน่นอน ฉันหวังว่าเธอจะชอบ ขอบคุณที่อ่านเรื่องเล่าของฉัน และรอคอยมันอย่างใจเย็น
Pearl ♡