IR 101 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในชีวิตประจำวัน
5.03.2020
ปี 2563 ปีที่ทั่วโลกต่างโกลาหลวุ่นวายด้วยประเด็นข่าวใหญ่ต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็นข่าวความกังวลต่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม เมื่อสหรัฐอเมริกาเปิดฉากการโจมตีอิหร่าน ด้วยการส่งโดรนไปสังหารผู้นำทางทหารของอิหร่านหรือพลเอกกาเซ็ม สุไลมานีเมื่อช่วงต้นปี โดยถูกวิเคราะห์กันไปในด้านต่าง ๆ นานา ถึงผลกระทบที่จะตามมาหากเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันในตลาดโลก หรือการเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางของเครื่องบินที่ต้องผ่านน่านฟ้าของอิหร่านที่มีความเสี่ยงถูกยิงตก หรือข่าวใหญ่ที่เป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น การระบาดของไวรัสโคโรน่าหรือ โควิด – 19 ที่มีต้นตอจากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ไปสู่หลายประเทศทั่วโลก จนมีจำนวนผู้ติดเชื้อ เสียชีวิต และมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนทั้งในด้านการเดินทางท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการบริหารจัดการของภาครัฐเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นข่าวด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน อย่างปัญหาฝุ่น P.M 2.5 หรือ ขยะในทะเลที่ทำให้ประเทศไทยต้องมีนโยบายเลิกแจกถุงพลาสติกในห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ จนไปถึงเรื่องที่บรรดาคอภาพยนตร์ และวงการบันเทิงต่างจับตามองอย่างงานประกาศรางวัลออสการ์ที่ในปีนี้ ซึ่งภาพยนตร์อย่าง Parasites ที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมเกาหลี และอาจจะเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำของ หลายประเทศทั่วโลกด้วยเช่นกัน ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครอง
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันของสังคมโลก หรือที่เรียกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่หลายคนคุ้นหู โดยมีความเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน และสอดแทรกอยู่ในหลายมิติของสังคมตลอดจนการดำเนินชีวิตประจำวันทั่วไป ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเรียนการสอนในสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) หมายถึง พฤติกรรมหรือการกระทำ (Actions) และปฏิกิริยา (Reactions) ตลอดจนปฏิสัมพันธ์ (Interactions) ที่เกิดขึ้นข้ามพรมแดนของรัฐระหว่างตัวแสดงระหว่างประเทศ (International Actors) ไม่ว่าจะเป็นรัฐต่าง ๆ ในโลก หรือ ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐเช่น องค์การระหว่างประเทศ บรรษัทข้ามชาติ หรือขบวนการก่อการร้ายข้ามชาติ ซึ่งมีบทบาทบนเวทีโลก ในมิติต่าง ๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร เป็นต้น
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงมี 2 ความหมาย โดยความหมายแรกนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิสัมพันธ์ของตัวแสดงต่าง ๆ ข้ามพรมแดนบนเวทีโลกในมิติต่าง ๆ (international relations: ir) ส่วนความหมายที่สอง หมายถึงองค์ความรู้ที่ศึกษาและทำความเข้าใจปรากฏการณ์ของปฏิสัมพันธ์ข้ามพรมแดนระหว่างตัวแสดงที่เกิดขึ้นบนเวทีโลกในมิติต่าง ๆ (International Relations: IR)* ถึงแม้ว่าการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชากรโลกทุกคน แต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่สาขาวิชาไม่ได้เป็นวิชาชีพทำให้ทัศนคติต่อการเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในไทยทั้งจากผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษาตลอดจนระดับผู้กำหนดนโยบายของประเทศไม่ได้ ให้ความสำคัญมากนัก ซึ่งอาจเนื่องมาจากการถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ดังนั้น เพื่อให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของประชาชน จึงจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใน 3 มิติด้วยกัน ได้แก่ มิติด้านการศึกษา มิติด้านอาชีพ และมิติที่เชื่อมโยงต่อสังคมไทย
ในมิติด้านการศึกษา สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นหลักสูตรที่เปิดสอนอยู่ในมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย โดยเป็นสาขาหนึ่งของคณะรัฐศาสตร์ มีเนื้อหาเกี่ยวกับ การเมืองระหว่างประเทศ ประวัติศาสตร์การทูต นโยบายต่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ และการศึกษาเป็นรายประเทศ ตลอดจนภูมิภาคต่าง ๆ ในโลก นอกจากนี้ยังต้องนำไปบูรณาการกับศาสตร์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ปรัชญา ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา และมนุษยศาสตร์ เป็นต้น เพื่อทำให้เกิดการมองอย่างรอบด้าน
ซึ่งในมุมมองของนักศึกษาที่มีความสนใจด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตั้งแต่แรกเริ่มรับสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จนกระทั่งปัจจุบันศึกษาอยู่ในสาขาการระหว่างประเทศชั้นปีที่ 4 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัย นางสาวแทนหทัย พงศ์วิริยะศิริ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ความเห็นต่อการเรียนสาขาการระหว่างประเทศตลอด 4 ปี ว่า “ด้วยความที่สาขา IR เป็นสาขาที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจหลากหลายมิติ ทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ สิทธิมนุษยชน กฎหมาย ฯลฯ ทำให้รู้สึกว่าเรียนยังไงก็เรียนได้ไม่หมด ประกอบกับต้องเป็นคนที่ตื่นตัวตลอดเวลา รับรู้สถานการณ์บ้านเมืองไทยและเทศ ทุกวัน ต้องทำตัวเป็นพลเมืองโลก สนใจและเข้าใจปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก นอกจากนี้เพื่อนๆ ในสาขาก็มีความรู้ความสนใจที่แตกต่างกัน รวมทั้งความชำนาญเฉพาะด้านของอาจารย์ ทำให้การเรียนรู้ในสาขาวิชานี้เต็มไปด้วยความท้าทายและสิ่งแปลกใหม่ เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และหลายครั้งก็มีการอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อเสนอมุมมองต่อสถานการณ์นั้น ๆ การเรียนแบบรัฐศาสตร์ฯ จึงไม่ใช่แค่การเรียนในตำรา ที่มีกฎตายตัวพิสูจน์ถูกผิด เพราะมุมมองและเลนส์ที่ใช้มองแต่ละเหตุการณ์ของแต่ละคนย่อมต่างกัน ความเข้าใจถึงความแตกทางความคิดและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีเหตุผลจึงเป็นความสามารถหนึ่งที่ได้จากการเรียนในคณะและสาขานี้ แม้ตอนนี้จะอยู่ชั้นปีที่ 4 แล้ว แต่ก็ยังสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และยังมีอีกหลากสิ่งให้เรียนรู้นอกจากตำราในมหาวิทยาลัย การเรียน IR จึงเปรียบเหมือนคู่มือในการเลือกเลนส์มองโลก เพื่อแสดงความคิดอย่างมีเหตุผลและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ดำรงอยู่และอาจจะเกิดต่อไปได้ในอนาคต”
ในมิติของอาชีพการทำงาน นักศึกษาและอาจารย์สาขาการระหว่างประเทศมักจะถูกตั้งคำถามถึงอาชีพ หรือเส้นทางการทำงานภายหลังเรียบจบ อีกทั้งในหลาย ๆ ครอบครัว ลูกหลานที่เรียนสาขาวิชานี้มักจะถูกคาดหวัง และได้รับคำพูดจากคนที่บ้านว่า ‘เรียนสาขานี้จบแล้วคงไปเป็นเจ้าคนนายคน’ แต่อย่างไรก็ตามคำตอบสำหรับอาชีพการงานที่ได้รับก็จะแตกต่างกันไป แต่สำหรับสาขาวิชาที่ไม่ใช่วิชาชีพเช่นนี้ เส้นทางการทำงานล้วนแตกต่างกันไปในแต่ละโอกาสและแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความถนัด ความสามารถตลอดจนความชอบของแต่ละบุคคล ซึ่งอาชีพที่ตรงสายมากที่สุดและเป็นความฝันของใครหลายคนในการมาเรียนสาขานี้คือ การเป็นทูตและการทำงานในกระทรวงต่างประเทศ แต่ในความเป็นจริงนักศึกษาที่เรียนจบสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปนั้น สามารถเลือกทำงานได้อย่างหลากหลาย ทั้งในองค์กรของภาครัฐ และภาคเอกชน องค์การระหว่างประเทศต่าง ตลอดจนองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ (Non-Government Organizations: NGOs) ทั้งนี้ ผศ.ดร.วรรณภา ลีระศิริ อาจารย์หัวหน้าสำนักการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ได้กล่าวถึงประเด็นสายการทำงานและการมองว่าเรียนไปเป็นเจ้าคนนายคนว่า
“นักศึกษาที่จบไปแล้ว ส่วนใหญ่จำนวนมากไปอยู่ภาคเอกชนมากกว่าที่จะเข้าทำงานภาครัฐ เพราะฉะนั้นเราก็อยากให้เห็นความหลากหลายของงานที่จะทำได้ ว่าไม่ได้เป็นข้าราชการ เจ้าขุนมูลนายแบบเดิมแล้ว หรือต่อให้ไปเป็นข้าราชการ ข้าราชการในปัจจุบันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว มีระบบการเข้าทำงานต่าง ๆ ทั่วไป ที่เริ่มตั้งแต่ขั้นแรก จนไปถึงระดับผู้กำหนดนโยบาย หรือ ไปเป็นแอร์ฯ เป็นเจ้าหน้าที่การทูต เป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ หรือแม้กระทั่งจะทำการค้าออนไลน์ได้”
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่มีคำตอบที่ตายตัวสำหรับเส้นทางอาชีพ แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาจะช่วยให้เราค้นพบโอกาส ความถนัด ความชอบ ผู้คน และอาชีพใหม่ ๆ ที่เราไม่รู้จัก จึงเรียกได้ว่า การศึกษาในหลักสูตรความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อรองรับสายงานที่หลากหลายและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบันที่มีลักษณะข้ามชาติ ตลอดจนพร้อมสำหรับนักศึกษาที่ต้องการเรียนต่อในระดับปริญญาโทอีกด้วย
“ในสังคมของเราและในสังคมระหว่างประเทศ อย่างที่บอกว่าสภาวะแวดล้อมของโลกมันเปลี่ยนไป มันกลายไปเป็นหมู่บ้านโลก กลายไปเป็นโลกเดียวกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นในการศึกษาเพื่อที่จะสร้างคนขึ้นมาเป็นพลเมืองโลกที่สามารถเข้าใจได้มันจึงยังคงมีความสำคัญ และมีความจำเป็นอยู่ เพราะฉะนั้นหน่วยงานต่าง ๆ เช่น หน่วยงานภาครัฐ ถ้าสมมติว่าหน่วยงานภาครัฐไม่เข้าใจว่าโลกนี้เขามีระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติอย่างไร เราก็ ‘ตกขบวน’ เพราะฉะนั้นพอเกิดปัญหา เช่น พอยุบพรรคอนาคตใหม่ สถานทูต องค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ต่างก็ส่งหนังสือเปิดผนึกมาบ่งบอกถึงความเป็นห่วง แน่นอนว่าเขาไม่ว่ารัฐบาลหรือศาลรัฐธรรมนูญตรง ๆ แต่เขาก็ใช้คำแบบว่าเราเป็นห่วงเรื่องสิทธิเสรีภาพของคนไทยจำนวนหนึ่งที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ แบบนี้ คำว่าสิทธิเสรีภาพ มันคือสิ่งที่เป็นพื้นฐานของประชาคมโลกในปัจจุบัน และถ้าเราไม่เข้าใจ ถ้าเราปฏิเสธเราก็จะกลายเป็นคนกลุ่มน้อยที่ท้ายที่สุดแล้ว เราก็จะถูกลงโทษในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพราะเราปฏิเสธสิ่งที่เป็นรากฐานของสิทธิของมนุษย์ทุก ๆ คน เพราะฉะนั้นถามว่าจำเป็นไหมที่ยังต้องมีคนที่ศึกษาเรื่องนี้อยู่ คำตอบคือจำเป็น มันยังจำเป็นและเราต้องเข้าใจ หรือแม้กระทั่งภาคเอกชนก็ตาม คุณต้องการที่จะทำการค้า คุณต้องการที่จะสร้างหนังเรื่องหนึ่งเพื่อที่จะเอาไปขาย อย่าง Parasites หรืออย่างหนังไทยต่าง ๆ ที่ไปประกวดในระดับนานาชาติ เขาพูดประเด็นที่มันเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกสามารถที่จะเข้าใจร่วมกันได้ ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ในบริบทของประเทศใดประเทศหนึ่งก็ตาม แต่ตัวประเด็นนั้นมันสามารถที่จะเข้าถึงและเข้าใจได้เพราะว่ามันคือสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะฉะนั้นคนที่มีความเข้าใจด้านนี้มันยังสำคัญจำเป็น แต่ถ้าถามว่าในสายตาของคนที่เขากำหนดนโยบายของประเทศไทยเขาเห็นถึงความจำเป็นตรงนี้หรือเปล่าเนี่ยอันนี้อาจารย์ก็ยังตั้งคำถาม”
ส่วนหนึ่งจากการสัมภาษณ์ผศ.ดร.วรรณภา ลีระศิริ ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสังคมไทยกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรวมไปถึงคำถามที่ชวนคิดถึงอนาคตของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในไทย คำถามที่ถูกตั้งขึ้นไม่เพียงส่งไปถึงผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย แต่เป็นประเด็นและคำถามที่ชวนให้คนไทยในทุกภาคส่วนหันมาพิจารณาถึงความสำคัญของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะเนื่องจากปัจจุบันโลกของเราเป็นโลกที่ไร้พรมแดน การเดินทาง ตลอดจนการติดต่อสื่อสาร สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย “การตกขบวน” นั้นเป็นปัญหาที่สำคัญ และน่านำมาพิจารณา เพราะหากว่าประเทศไทยขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในกลไกด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่สามารถมี นโยบายที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงไปของโลกได้ โอกาสการพัฒนา โอกาสการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ที่ควรจะเป็นของคนไทยก็จะมีไม่มากเท่าประเทศอื่นที่มีการรับมือกับปัญหาที่ข้ามพรมแดน ตลอดจนสามารถจัดทำนโยบายที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็วของโลกได้ อีกทั้งหากไทยเป็นประเทศที่ตกขบวนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะไม่เพียงแต่กระทบภาพลักษณ์ของรัฐบาล หรือหน่วยงานต่าง ๆ แต่ยังกระทบถึงวิถีชีวิตประชาชน เช่น หากไทยถูกคว่ำบาตรทางการค้าจากต่างประเทศ นั่นหมายความว่า ไทยจะส่งออกได้น้อยลง อุตสาหกรรมการผลิตก็จะน้อยลง การลงทุนน้อยลง และกระทบกับการจ้างงานพนักงาน อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ประชาชนไม่มีรายได้ ไม่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ในแง่ของเศรษฐกิจ ประชาชนจะมีกำลังซื้อน้อยลงส่งผลให้สินค้าล้นตลาด เป็นต้น เรียกได้ว่าได้รับผลกระทบทั่วกันทุกภาคส่วน ดังนั้นการศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งในระบบการศึกษาไทย และการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาสนใจข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนเห็นความสำคัญของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้หมู่บ้านที่เรียกว่าประเทศไทยสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน เปิดโลก และก้าวทันนานาประเทศในหมู่บ้านโลกนี้ได้
ในท้ายที่สุดนี้อาจารย์และรุ่นพี่นักศึกษาสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังได้ให้คำแนะนำสำหรับน้องนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่กำลังค้นหาตัวเองว่า ต้องสำรวจความถนัด ความชอบ และความสามารถที่ตนเองมี เพราะสาขาวิชานี้จะเหมาะกับคนที่สนใจประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไทย ในต่างประเทศ ตลอดจนประเด็นข้ามชาติ และเหมาะสำหรับผู้ที่มีความสามารถในภาษาต่างประเทศด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากตำราและการศึกษาในด้านต่างประเทศมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ นอกจากนี้สาขาวิชานี้ยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการทำงานเกี่ยวกับต่างประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานเขียนสารคดีชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนผู้ปกครองในการพิจารณา เล็งเห็นถึงความสำคัญและข้อเท็จจริงในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนช่วยจุดประกายให้ประชาชนหันมาสนใจประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น
*จุลชีพ ชินวรรโณ. “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขอบเขต และระดับการวิเคราะห์.” ใน โลกในศตวรรษที่ 21 กรอบการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ , 12. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558.
งานเขียนสารคดีชิ้นนี้เป็นชิ้นงานของผู้เขียนในวิชาการเขียนเพื่อการสื่อสาร